THE THAI PERSONA คุยกับ 3 ผู้นำความคิดที่ทำให้ “ความเป็นไทย” กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องราวของสามนักสร้างสรรค์คือภาพสะท้อนของ “ความเป็นไทยในเวลาปัจจุบัน” ที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม หากแต่อยู่ในวิธีคิด วิธีสร้าง และวิธีเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

พีท-ธีรพจน์ ธีโรภาส แห่ง KITT.TA.KHON มองงานคราฟต์เป็นภาษาที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ผ่านเฟอร์นิเจอร์ที่มีชีวิตและร่องรอยของมือมนุษย์

เอก-ศรัณญ อยู่คงดี จาก SARRAN ผู้ใช้ศิลปะเป็นพื้นที่เยียวยา สร้างบทสนทนาระหว่างอารมณ์ ความเปราะบาง และความงาม

ขณะที่ ณัฐ-ณัฐชนน วะนา ผู้ร่วมก่อตั้ง SALA SANEHA สร้าง “พื้นที่” ให้ผู้คนได้เสพภาพยนตร์ ไวน์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยในบรรยากาศที่มีความหมาย

ทั้งสามทำงานต่างแขนง แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาคือความเป็นไทยที่ยังคง “มีชีวิต” เปลี่ยนแปลง และถูกตีความใหม่ได้เสมอ นี่คือบทสนทนาของผู้คนที่กำลังออกแบบ “วิธีที่เราจะรู้สึก เชื่อมโยง ความเป็นไทย และเป็นตัวของตัวเอง”

พีท-ธีรพจน์ ธีโรภาส, KITT.TA.KHON

เล่าให้เราฟังสักหน่อยว่าคุณทำอะไร และ Kitt.Ta.Khon คืออะไร
ธีรพจน์ ธีโรภาส: ผมเป็นนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง Kitt.Ta.Khon แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และวัตถุที่ใช้ “คราฟต์” เป็นแกนหลักของการเล่าเรื่อง แบรนด์นี้เริ่มต้นจากความเชื่อว่า design can keep craft alive เราจึงนำเทคนิคงานช่างจากหลากหลายวัฒนธรรมมาผสานกับภูมิปัญญาไทย เพื่อสร้างงานที่มีทั้งฟังก์ชัน ความร่วมสมัย และคุณค่าทางวัฒนธรรม สำหรับผม Kitt.Ta.Khon ไม่ใช่แค่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แต่คือการสร้างบทสนทนาระหว่างผู้คน วัสดุ และฝีมือช่าง เพื่อให้งานคราฟต์ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน

ส่วนไหนของงานที่คุณรู้สึกว่ามีความหมายที่สุด
ธีรพจน์ ธีโรภาส: การได้เห็นว่า “งานคราฟต์ไปต่อได้จริง” ผ่านผู้คนรุ่นใหม่ ผ่านช่างฝีมือในชุมชน และผ่านโอกาสทางอาชีพที่เกิดขึ้นจากงานหนึ่งชิ้น ผมเชื่อว่างานออกแบบที่ดีไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่มันควรช่วยรักษาทักษะบางอย่างเอาไว้ และทำให้ความรู้เหล่านั้นยังคงมีความหมายและร่วมสมัยอยู่เสมอ

ความเป็นไทยสะท้อนออกมาในงานของคุณอย่างไร
ธีรพจน์ ธีโรภาส: สำหรับผม ความเป็นไทยไม่ใช่การหยิบสัญลักษณ์มาใช้ตรงๆ แต่คือ “วิธีคิดของช่างไทย”  ความเข้าใจวัสดุ ความละเอียดอ่อน และความสามารถในการเปลี่ยนวัสดุธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์

ผมมักพูดว่า “Craft is Sexy” เพราะเสน่ห์ของงานคราฟต์อยู่ที่ร่องรอยของมือคนทำ พื้นผิวที่จริงใจ และความไม่สมบูรณ์แบบที่ทำให้งานมีชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเสน่ห์แบบไทยในมุมมองของผม

คุณอยากให้คนที่ได้สัมผัสงานของคุณรู้สึกอย่างไร
ธีรพจน์ ธีโรภาส: ผมอยากให้เขารู้สึกถึงความใกล้ชิดบางอย่าง รู้สึกถึงความอบอุ่นและ human touch ในทุกพื้นผิว ขณะเดียวกันก็อยากให้เกิดความรู้สึกเหมือนได้เจอสิ่งที่คุ้นเคย แต่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามาจากวัฒนธรรมไหน เพราะงานของ Kitt.Ta.Khon ตั้งใจให้มีความรู้สึกแบบ belong everywhere and nowhere at once


สิ่งที่ดีที่สุดที่คนควรทำในซัมเมอร์นี้คืออะไร
ธีรพจน์ ธีโรภาส:
สำหรับผมคือการออกไปเดินดูชีวิตในพื้นที่ที่มีเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่น วัด หรือชุมชนเก่าๆ

ซัมเมอร์เป็นช่วงเวลาที่แสง สี และผู้คนมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ทำให้เราได้สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สี การจัดวางสิ่งของ หรือแม้แต่ภาษาและข้อความในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ และมักกลายเป็นแรงบันดาลใจใหม่ในงานออกแบบเสมอ 

ศรัณญ อยู่คงดี SARRAN

เล่าให้เราฟังสักหน่อยว่าคุณทำอะไร และ SARRAN คืออะไร
ศรัณญ อยู่คงดี: ผมคือดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ SARRAN ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้ยึดติดกับกรอบแฟชั่นแบบเดิมๆ แต่พยายามเชื่อมโลกของ “ศิลปะ” และ “แฟชั่น” เข้าด้วยกัน งานของผมไม่ได้มีแค่เสื้อผ้า แต่รวมไปถึงประสบการณ์ (experience) ที่ผสมผสานการแสดง (performance) กลิ่น เสียง และอารมณ์เข้าไปด้วย ช่วงที่ผ่านมาเราได้ทำโชว์หลายครั้งทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ที่ทำให้แบรนด์เติบโตและชัดเจนขึ้นในตัวตนของเรา

ส่วนไหนของงานที่คุณรู้สึกว่ามีความหมายที่สุด
ศรัณญ อยู่คงดี: สิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับผมคือการที่งานสามารถ “เยียวยา” หรือสะท้อนความรู้สึกของผู้คนได้ แรงบันดาลใจของผมมักมาจากปัญหาสังคม ความเครียด หรือความไม่แน่นอนของโลก และผมพยายามหาวิธีแปลงสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นบางอย่างที่ช่วยปลอบประโลมผู้คนได้ ไม่ว่าจะผ่านความงาม เรื่องราว หรือประสบการณ์ที่เขาได้รับจากงานของเรา

ความเป็นไทยสะท้อนออกมาในงานของคุณอย่างไร และมันสำคัญอย่างไรในการเชื่อมโยงนี้
ศรัณญ อยู่คงดี:สำหรับผม ความเป็นไทยไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่คือ “วิถีชีวิต” มันแฝงอยู่ในวิธีคิด วิธีออกแบบ และการแก้ปัญหา เช่น การนำสิ่งใกล้ตัวอย่างธรรมชาติหรือภูมิปัญญาเดิมมาปรับใช้ให้เข้ากับปัจจุบัน รวมถึงรายละเอียดอย่างเส้นโค้ง “H Curve” ที่เลียนแบบธรรมชาติ ความเป็นไทยในมุมนี้จึงช่วยให้ผลงานมีราก มีความจริง และสามารถเชื่อมโยงกับคนได้ลึกกว่าการมองเห็นเพียงผิวเผิน

คุณอยากให้คนที่ได้สัมผัสงานของคุณรู้สึกอย่างไร
ศรัณญ อยู่คงดี:
อยากให้ทุกคนรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะผู้หญิง อยากให้รู้สึกว่าสามารถสง่างามได้ในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบหรือมีเงื่อนไขใด ๆ และในขณะเดียวกัน ผมก็อยากเปิดพื้นที่ให้ผู้ชายได้แสดงความนุ่มนวลหรือความเปราะบาง เพราะผมเชื่อว่านั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เสื้อผ้าควรทำหน้าที่สนับสนุนให้คนเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดที่คนควรทำในซัมเมอร์นี้คืออะไร
ศรัณญ อยู่คงดี:
ท่ามกลางอากาศร้อนและความตึงเครียดของโลก สิ่งที่ดีที่สุดคือการกลับไปดูแล “สวนภายในใจ” ของตัวเอง ลองหาเวลาพัก อยู่กับธรรมชาติ หรือทำสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เหมือนการรดน้ำต้นไม้ อย่าปล่อยให้มันเหี่ยวเฉาไปตามสภาพแวดล้อมภายนอก การดูแลตัวเองและการรักตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ณัฐชนน วะนา
SALA SANEHA

เล่าให้เราฟังสักหน่อยว่าคุณทำอะไร และ ศาลาเสน่หา คืออะไร
ณัฐชนน วะนา: ผมทำงานอยู่ในสองสายงานหลัก คือภาพยนตร์และ F&B โดยเฉพาะไวน์ และศาลาเสน่หาก็คือพื้นที่ที่สองสิ่งนี้มาเจอกัน มันเป็น cultural space ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี ย่านสีลม ที่รวมทั้งโรงหนังแบบ stand-alone มุมหนังสือเล็กๆ และไวน์บาร์ไว้ด้วยกัน เป็นพื้นที่ที่เกิดจากสิ่งที่ผมสนใจและอยากให้มันอยู่ร่วมกันจริงๆ

ส่วนไหนของงานที่คุณรู้สึกว่ามีความหมายที่สุด
ณัฐชนน วะนา: สำหรับผม โรงหนังที่ชั้น 3 คือหัวใจของทั้งหมด ถ้าไม่มีมัน โปรเจกต์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ผมให้ความสำคัญกับรายละเอียดค่อนข้างมาก ตั้งแต่หนังที่เลือกฉาย หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงองค์ประกอบเล็กๆ อย่างต้นไม้ เพราะผมเชื่อว่างานที่เราทำสะท้อนตัวตนของเราเสมอ

ความเป็นไทยสะท้อนออกมาในพื้นที่และสิ่งที่คุณสร้างอย่างไร
ณัฐชนน วะนา: มันสะท้อนออกมาในหลายชั้น ตั้งแต่ชื่อ “ศาลาเสน่หา” ที่อ้างอิงถึงโรงหนังไทยในอดีต ตัวตึกเองก็อยู่ในย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเนื้อหาที่เรานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือหนังสือ ก็มีความตั้งใจที่จะให้พื้นที่กับหนังไทย หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะในมุมที่คนอาจยังเข้าถึงได้ยาก

คุณอยากให้คนที่มาใช้พื้นที่ของคุณรู้สึกอย่างไร
ณัฐชนน วะนา:
อยากให้เขารู้สึกถึงความตั้งใจที่อยู่ในทุกรายละเอียด และได้ประสบการณ์ที่ต่างออกไป โรงหนังจะสามารถเป็นมากกว่าโรงหนังได้ไหม ทำยังไงให้หนังไปไกลกว่าภาพและเสียง ไวน์บาร์เองก็เช่นกัน สิ่งที่มันเป็นอยู่มันเวิร์คแล้วนะแต่ผมว่าเราจำเป็นต้องทดลองหาความเป็นได้ใหม่ๆ

สิ่งที่ดีที่สุดที่คนควรทำในซัมเมอร์นี้คืออะไร
ณัฐชนน วะนา:
อาจจะเป็นการหนีความร้อนเข้ามาอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ แล้วดูหนังสักเรื่อง แบบไม่ต้องรีบอะไร เดือนนี้เราก็มีโปรแกรมอย่าง “หอแต๋วแตก” ภาคแรก ใครสนใจก็สามารถเช็กรอบฉายเพิ่มเติมได้ทาง Instagram ของศาลาเสน่หาได้นะ

ติดตามอ่านเนื้อหาจาก Men’s Folio Thailand เพิ่มเติมได้ที่ mensfoliothailand.com และติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย @mensfolioth

More from this stream

Recomended

เรือนเวลาและสถาปัตยกรรมไม้ของ Hermès ในงาน Watches and Wonders 2026

สำหรับการปรากฏตัวครั้งสำคัญในงาน Watches and...

Louis Vuitton Objets Nomades 2026 การปฏิวัติงานคราฟต์สไตล์ Art Deco สู่นวัตกรรมแห่งการเดินทาง

หัวใจสำคัญของสุภาพบุรุษนักเดินทางถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งที่มิลาน เมื่อ Louis...

OUTFITS OF THE WEEK #03 – รวบรวมไอเดียลุคน่าสนใจประจำสัปดาห์จากเหล่าหนุ่มๆ ที่น่าจับตามอง

รวบรวมลุคที่น่าสนใจจากเหล่าคนดังที่เรารักไม่ว่าจะเป็นออฟ จุมพล, บุ๊ค กษิดิ์เดช ไปจนถึงป๋อ ศุภการ ที่เราคัดสรรมาแล้วว่าหนุ่มๆ สามารถแต่งตามได้อย่างแน่นอน