ในโลกแฟชั่นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘เก้าอี้ดนตรี’ ของเหล่านักออกแบบเกิดขึ้นถี่ขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่าน ผมรู้สึกเหมือนนกได้น้ำ เห็นสายฝนโปรยลงบนผืนดินแห้งแล้ง เติมชีวิต เติมความชุ่มฉ่ำ และปลุกทุกอย่างให้กลับมามีชีวาอีกครั้งกับ Gucci Primavera โดย Demna

มิลานในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อ Gucci นำเสนอคอลเลกชั่น “เต็มรูปแบบ” ครั้งแรก หลังจากคอลเลกชั่นอุ่นเครื่อง ‘La Famiglia’ โดย Demna ชื่อที่เราคุ้นเคยและรู้ดีว่าเขามักจะพาแฟชั่นไปไกลกว่าขอบเขตและกล้าที่จะท้าทายระบบความคิดและความคาดหวังที่ไม่สามารถคาดเดาได้มาเสมอ

Photo Courtesy of Ministero della Cultura, Galleria degli Uffizi
คอลเลกชั่น CO-ED นี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘Primavera’ แปลเป็นไทยก็คือ ‘ฤดูใบไม้ผลิ’ ซึ่งไม่เพียงเป็นฤดูกาลแห่งการเริ่มต้นใหม่ อีกทั้งยังเป็นชื่อภาพเขียนยุคเรเนอซองส์ของ Sandro Botticelli ที่เต็มไปด้วยตัวละครจากเทพปกรณัมกำลังเริงระบำอย่างเปี่ยมสุข ต้อนรับการมาถึงของฤดูแห่งความหวัง เดมนาหยิบแรงบันดาลใจนั้นมาถ่ายทอดใหม่ ทั้งในเสื้อผ้าและบรรยากาศของโชว์ที่โอบล้อมด้วยกลิ่นอายประติมากรรมโรมัน ราวกับเชื่อมอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ


Photos Courtesy of Gucci
สำหรับผม แรงบันดาลใจจากภาพเขียนนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามเชิงศิลปะ แต่มันสะท้อนถึงการเริ่มต้นใหม่ของ Gucci ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง และยังสื่อถึงการมอบกลับไปในยุคเก่าเพื่อนำมาพัฒนาและทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เช่นเดียวกันกับลุคต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นบนรันเวย์ Gucci Primavera โดย Demna มีความคุ้นตาแต่ยังมอบความรู้สึกและวิสัยทัศน์แปลกใหม่และแปลกตา ปลุกโสตสัมผัสของเราให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง และยังแฝงไว้ด้วยนัยยะที่ทำให้ผมได้คิดว่า สำหรับเดมนา แฟชั่นไม่ใช่แค่สิ่งที่เราสวมใส่ แต่คือ ‘ความเชื่อมโยง’ ที่ลึกซึ้ง เป็นสะพานระหว่างตัวตนที่เราเป็น ตัวตนที่เราอยากจะเป็น และภาพที่เราเลือกสื่อสารออกไปสู่สายตาของผู้คนรอบตัว และท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมโยงนั้นก็ขยายออกไปสู่สังคม ทำให้แฟชั่นกลายเป็นบทสนทนาที่มีชีวิต เป็นภาษาที่เราทุกคนต่างใช้เล่าเรื่องของตัวเองอย่างงดงามและไม่ซ้ำกันขึ้นอยู่กับผู้สวนใส่นั้นๆ


สิ่งที่เดมนานำเสนอให้กับ Gucci ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสื้อผ้า แต่คือการ ‘เติมเต็มทัศนคติ’ ให้กับผู้สวมใส่อย่างแท้จริง เขาทำให้ผมเชื่ออีกครั้งว่าในโลกของแฟชั่น ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีเพียงการเลือกเล่าเรื่องของตัวเองผ่านสิ่งที่เราสวมใส่เท่านั้น และนั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุด เหมือนกับวลีที่ว่า ‘You wear the clothes, don’t let the clothes wear you’





ผลงานของเขาชัดเจนมากในการโฟกัสไปที่ ‘ผู้สวมใส่’ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายมุมมอง เสริมทัศนคติ และเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้นิยามตัวตนของตัวเองใหม่อีกครั้ง หลายลุคในคอลเลกชั่น โดยเฉพาะเสื้อผ้าท่อนบนและไอเท็มแนวกีฬาอย่างเสื้อรัดรูป ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านเลนส์ของมินิมัลลิสม์แบบยุค 90s ที่ให้ความบริสุทธิ์ของเส้นสายที่ถูกลดทอนจนเหลือเพียงแก่นสำคัญที่โครงเสื้อ แต่ภายใต้ความเรียบง่ายที่เห็นนั้น กลับซ่อนเทคนิคที่ลึกและเฉียบคม ตั้งแต่การพัฒนาแพทเทิร์นเพื่อลดจำนวนตะเข็บให้น้อยที่สุด ไปจนถึงการใช้ความร้อนในการเก็บรายละเอียดของชายผ้า จนถึงเนื้อผ้าเส้นใยที่เลือกใช้อย่างเส้นใยยืดที่มักถูกใช้ในการทำถุงน่อง ถูกทอให้หนาขึ้นและใช้สำหรับการทำเสื้อ ทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกันอย่างแนบเนียน จนเสื้อผ้าสามารถโอบรับสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับถูกหล่อขึ้นมาเพื่อร่างกายนั้นโดยเฉพาะ



อีกหนึ่งสิ่งที่ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือประเด็นเรื่อง “สังคม” ที่เดมนาถ่ายทอดออกมาอย่างแนบเนียน ยกตัวอย่างเช่นลุค 31 และ 70 กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เสื้อเจอร์ซีย์คอกลมที่ถูกสวมเพียงแขนเดียว ปล่อยให้เห็นเดรปที่ไหล่ในสไตล์กรีกนั้น มีที่มาจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด ที่เหล่านักสเก็ตมักจะยกเสื้อยืดขั้นมาแขนเดียวเพื่อระบายความร้อน แต่มันไม่ได้หยุดอยู่แค่แรงบันดาลใจ มันถูกยกระดับให้กลายเป็นภาษาทางสไตลิ่งที่สอดคล้องกับธีมของโชว์อย่างชาญฉลาดและร่วมสมัย















แม้แต่การคัดเลือกเหล่าผู้แสดงแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่รูปร่างแบบนักเพาะกายไปจนถึงสกินนี่ ไปจนถึงการไร้ข้อจำกัดในการมิกซ์แอนด์แมตช์ ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกถึงอิสรภาพอย่างแท้จริง เสื้อรัดรูปจับคู่กับกางเกงหนังแกะแบบ 5 กระเป๋า (ทรงกางเกงยีนส์) การจับคู่กันระหว่างเสื้อแนวสปอร์ตกับแจ๊กเก็ตเบลเซอร์ผ้าดิ้นแวววาว รองเท้าผ้าใบทรงเพรียวที่ได้แรงบันดาลใจจากอากาศพลศาสตร์ของรถสปอร์ต หรือแม้แต่การสะพายกระเป๋า bumster กับลุคกลางคืน ทุกอย่างดูเป็นไปได้ และไม่มีกรอบใดมาจำกัดจินตนาการ





Gucci คอลเลกชั่น Primavera โดย เดมนา มอบความคิดให้กับผมว่าแฟชั่นไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย และไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเพื่อพิสูจน์คุณค่า มันคือสิ่งที่เราสามารถ ‘รู้สึก’ และ ‘ใช้’ ได้ในชีวิตจริง เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นพื้นที่ของอิสรภาพทั้งทางด้านความคิดและการแสดงออก และเหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้เรา ‘รู้สึก -ดี- ที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ในแบบที่เราเลือกเอง’ Live and let live.
Writer: Atinan Nitisunthonkul
Photos Courtesy of Gucci
ติดตามอ่านเนื้อหาจาก Men’s Folio Thailand เพิ่มเติมได้ที่ mensfoliothailand.com และติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย @mensfolioth

