ท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของ 30 Montaigne “Dior” ได้เปิดพื้นที่แห่งเวลาให้รสชาติ ศิลปะ และความงามมาบรรจบกันอย่างงดงามเหนือคำบรรยาย โดยศิลปะการกินถูกผสานเข้ากับความงามของแฟชั่นชั้นสูงอย่างกลมกลืน Dior ได้เปิดม่านประสบการณ์น้ำชายามบ่ายสุดวิจิตร
ณ ที่ตั้งทางประวัติศาสตร์ของเมซงที่ 30 Montaigne พื้นที่ซึ่งเป็นหัวใจของอัตลักษณ์แบรนด์มายาวนานกว่า 70 ปี และครั้งนี้ได้เชิญชวนผู้มาเยือนให้ดำดิ่งสู่ความละเมียดละไมที่บรรจงถักทอขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยเชฟระดับดาว Yannick Alléno ผู้พลิกการลิ้มรสให้กลายเป็นบทกวีแห่งฤดูกาล

สำหรับประสบการณ์ “Tea Time” Dior ได้สร้างสรรค์ขึ้นสองรูปแบบ โดยแต่ละแบบสะท้อนเสน่ห์และจิตวิญญาณที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ที่ห้องอาหาร Le Jardin ผู้มาเยือนจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศอันเปี่ยมความสดชื่นราวการเดินผ่านสวนกลางกรองวิลล์ สถานที่ซึ่ง Monsieur Dior เคยใช้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ดอกกุหลาบและธรรมชาติถูกตีความเป็นเมนูคาวหวานในรูปทรงอ่อนโยน รสชาตินุ่มนวล และสีสันที่เชิญชวนให้จินตนาการถึงฤดูที่งอกงาม ความละเอียดอ่อนในแต่ละคำจึงไม่ใช่เพียงอาหาร หากแต่เป็นบทบรรยายความหลงใหลของดีไซเนอร์ผู้รักธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง



ส่วนห้องอาหาร Monsieur Dior มอบประสบการณ์ที่ยกระดับขึ้นอีกขั้นด้วยการจัดลำดับเมนูราวกับจังหวะของแฟชั่นโชว์ในอดีต การเสิร์ฟแต่ละจานถ่ายทอดความสง่างามของ Haute Couture สู่จานอาหาร ตั้งแต่ Confit de fruit ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำราโบราณ ไปจนถึงวัตถุดิบชั้นเลิศอย่าง หอยเชลล์ครูโด้และคาเวียร์ ทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็นประสบการณ์ที่หลอมรวมความเหนือระดับของรสชาติ กับศิลปะการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศส—ซึ่งเป็นหัวใจของ Dior มาโดยตลอด


ในทุกช่วงเวลา “Tea Time” ที่ 30 Montaigne ยังเป็นการเฉลิมฉลองมรดกอันทรงคุณค่าของเมซง ผ่านประสบการณ์ที่ถ่ายทอดทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความหรูหรา และความประณีตในแบบที่มีเพียง Dior เท่านั้นสามารถมอบได้ และในท้ายที่สุด พิธีน้ำชานี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงมื้อพิเศษ หากคือช่วงเวลาที่ทำให้ทุกการจิบและทุกคำ ราวกับการเดินผ่านเรื่องราวของ Dior ด้วยหัวใจที่สง่างาม อ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ



