Oris x Bamford ProPilot Altimeter ‘Mission Control’

To infinity Oris x Bamford Watch Department Oris จับมือ Bamford Watch Department ส่ง ProPilot Altimeter ออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศ 

นี่คือความร่วมมือที่รอคอยมานาน พบกับ Oris x Bamford Watch Department ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ นาฬิกาที่พานวัตกรรมแห่งเรือนเวลานักบินพร้อมมาตรวัดความสูงของ Oris ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตของ Bamford Watch Department แห่งกรุงลอนดอน

รังสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานนาฬิกา Oris ProPilot Altimeter ซึ่งเป็นนาฬิกาเพียงรุ่นเดียวในโลกที่บรรจุกลไกจักรกลออโตเมติก Swiss Made ควบคู่กับมาตรวัดความสูงเชิงกล โดยสามารถแสดงค่าระดับความสูงได้สูงสุดถึง 19,700 ฟุต ผ่านหนึ่งในคอมพลิเคชันที่น่าทึ่งที่สุดแห่งศาสตร์การผลิตนาฬิกาสวิส ตัวเรือนของรุ่นนี้ก็มีความพิเศษเช่นกัน ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเทคนิคการขึ้นรูปแบบ Additive Manufacturing ที่พัฒนาโดยหนึ่งในพันธมิตรของ Oris จากสวิตเซอร์แลนด์ วัสดุชนิดนี้มีน้ำหนักเบาเทียบเท่าพลาสติก แต่แข็งแกร่งกว่าโลหะส่วนใหญ่ โดยนาฬิกาจะเปิดตัวในงาน Geneva Watch Days โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือน และพร้อมวางจำหน่ายทันที

“ProPilot Altimeter คือนวัตกรรมที่เราภาคภูมิใจที่สุดชิ้นหนึ่ง และเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความรักที่เรามีต่อศาสตร์แห่งนาฬิกาจักรกล” Rolf Studer, Co-CEO ของ Oris กล่าว “เมื่อ George เข้ามาหาเรา และบอกว่าเขาอยากร่วมงานกับเราในโปรเจกต์ ProPilot Altimeter และมีวิสัยทัศน์สำหรับสิ่งนี้อยู่แล้ว การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา เราเพียงแค่ตอบว่า ‘ลุยเลย!’ Oris และ Bamford Watch Department ต่างมีพลังแห่งการใช้ชีวิตและความทะเยอทะยานในแบบเดียวกัน ที่อยากส่งต่อความสุขผ่านนาฬิกาและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คน เรามอบอิสระให้เขาได้ถ่ายทอดไอเดียลงบนนาฬิกา และผลลัพธ์ที่ออกมาก็เกินกว่าที่เราคาดหวัง เรารักในเรื่องราว รักในรายละเอียด และรักพลังงานที่อยู่ในนาฬิกาเรือนนี้”

George Bamford ผู้ก่อตั้ง Bamford Watch Department กล่าวว่า “ผมหลงรักนาฬิกา ProPilot Altimeter มาตลอด นี่คือคอมพลิเคชั่นสุดบ้าคลั่งที่ถูกบรรจุไว้ในนาฬิกากลไกจักรกล แล้วจะมีใครทำอะไรแบบนี้ได้นอกจาก Oris? สำหรับผม แรงบันดาลใจอยู่ที่มาตรวัดความสูง ผมอยากสร้างสรรค์นาฬิกาที่เฉลิมฉลองให้กับมัน และสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์ควบคู่กับความทะเยอทะยานทางเทคนิคอันแรงกล้าของ Oris ดังนั้นเราจึงพามันออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศ ร่วมกับ Lieutenant Audley ในสไตล์ Kubrick แบบไซไฟ ล้ำยุค ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะเราคิดว่ามันเจ๋ง และนั่นคือเหตุผลเสมอมา”   

สำหรับโทนสีสันสดใส George กล่าวไว้ว่า “ผมอยากได้กลิ่นอายแบบสนีกเกอร์ยุค 80s ที่มาพร้อมสีสันจัดจ้านสะดุดตา ผลพลอยได้ก็คือทำให้นาฬิกาสามารถอ่านค่าได้ชัดเจนสุดๆ ผู้คนจะจดจำนาฬิกาเรือนนี้ได้ แม้จะมองจากอวกาศก็ตาม”

Lift-off ProPilot Altimeter ‘Mission Control’
เมื่อรากฐานดั้งเดิมและนวัตกรรมมาบรรจบกัน สู่นาฬิกากลไกจักรกล Swiss Made ของ Oris ที่ทะยานสู่อนาคตร่วมกับ Bamford

ท่ามกลางหุบเขาอันเงียบสงบที่โอบล้อมด้วยผืนป่าทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ราว 30 กิโลเมตรจากพรมแดน คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า Hölstein ที่ปลายหมู่บ้านมีอาคารสีพีชโรสซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล สำหรับผู้คนในท้องถิ่น อาคารหลังนี้คือแลนมาร์กแห่งความภาคภูมิใจ และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ต้อนรับผู้มาเยือน บนหลังคาปรากฏป้ายตัวอักษรเพียงสี่ตัวคือ ORIS
ที่นี่เองคือบ้านของแบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระที่เป็นที่รักของผู้คนอย่าง Oris ซึ่งตั้งอยู่บนผืนดินแห่งนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1904 และตลอดเวลากว่า 121 ปีนับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน Oris ได้สร้างสรรค์กลไกจักรกลเฉพาะเกือบ 300 แบบ และนาฬิกาที่เป็นไอคอนิกนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นคือ Big Crown หนึ่งในนาฬิกานักบินรุ่นแรกๆ ที่ได้รับการตั้งชื่อตามเม็ดมะยมขนาดใหญ่ ออกแบบมาเพื่อให้นักบินที่สวมถุงมือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก

ด้วยนาฬิกาเหล่านี้เอง Oris จึงก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งวงการนาฬิกาสวิส และสั่งสมชื่อเสียงมายาวนานจากความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และการสร้างสรรค์นาฬิกาที่เปี่ยมด้วยฟังก์ชั่นซึ่งตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างแท้จริง นาฬิกา Oris จึงเป็นเรือนเวลาที่สมเหตุสมผลเสมอ

ในปี 2014 Oris ได้ต่อยอดชื่อเสียงด้วยการเปิดตัว Big Crown ProPilot Altimeter เรือนแรก ซึ่งกลายเป็นนาฬิการุ่นแรกของโลกที่ผสานทั้งกลไกจักรกลออโตเมติกและมาตรวัดความสูงเชิงกล แม้จะเคยมีผู้พยายามทำมาก่อน แต่ก็มักล้มเหลวเพราะไม่สามารถรับมือกับการทำงานของโรเตอร์ในกลไกออโตเมติกได้ ทว่าด้วยความเป็นอิสระ Oris จึงสามารถเจาะลึกกลไกได้อย่างเต็มที่และค้นพบทางออกสำเร็จ

ต่อมาเมื่อสองปีก่อน หลังจากการพัฒนาต่อเนื่องยาวนานถึงสามปี นาฬิการุ่นนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งด้วยระดับนวัตกรรมที่ก้าวล้ำยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแต่ Oris จะขยายขอบเขตการวัดของฟังก์ชั่นซิกเนเจอร์ และเพิ่มพลังงานสำรองเป็น 56 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมตัวเรือนคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิต ที่ผลิตด้วยเทคนิคการขึ้นรูปแบบ Additive Manufacturing อันล้ำสมัย ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้ในวงการนาฬิกามาก่อน

วัสดุชนิดนี้มอบข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องน้ำหนักที่เบากว่าไทเทเนียมถึงสองในสาม แต่แข็งแกร่งกว่าโลหะหลายชนิด ยิ่งไปกว่านั้นตัวเรือนแต่ละชิ้นยังมีลวดลายเฉพาะตัว ราวกับวงปีของต้นไม้ เมื่อนำมาผสานเข้ากับรูปทรงและฟังก์ชั่น จึงทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นผลงานอันโดดเด่น ไร้ซึ่งขีดจำกัด และไร้คู่เปรียบ

แล้วมันทำอะไรได้บ้าง? โดยพื้นฐานแล้ว มันทำหน้าที่เช่นเดียวกับมาตรวัดความสูง คือวัดความกดอากาศและวัดระดับความสูง ไม่ว่าจะเป็นนักบิน นักเดินป่า หรือนักปีนเขา ล้วนมีเหตุผลมากมายในการใช้อุปกรณ์นี้เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงของระดับความสูงระหว่างการไต่ขึ้นหรือลง โดยทั่วไปแล้วในอากาศยาน มาตรวัดเช่นนี้มักปรากฏอยู่ในแผงหน้าปัดควบคุม

แต่จะเป็นอย่างไรหากสามารถแสดงผลทั้งหมดนี้ได้บนข้อมือ? Oris ProPilot Altimeter ทำได้เช่นนั้น เมื่อปรับเทียบกับความกดอากาศในพื้นที่ ผลลัพธ์จะแสดงบนมาตรวัดฝังลึกและอ่านค่าได้ผ่านลูกศรสีแดงที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยสามารถวัดระดับความสูงได้สูงสุดถึง 19,700 ฟุต ซึ่งแสดงด้วยสเกลรอบวงแหวนหน้าปัดด้านนอก ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบให้ชัดเจน อ่านง่าย และสอดประสานอย่างลงตัวกับฟังก์ชั่นบอกเวลาและวันที่ของนาฬิกา แม้จะเป็นฟังก์ชั่นที่ซับซ้อน แต่ Oris ก็ทำให้ทุกอย่างง่ายในการใช้งาน

ความลับที่ทำให้นาฬิกาออโตเมติกรุ่นนี้เกิดขึ้นได้ มาจากนวัตกรรมอีกขั้นหนึ่ง โดย Oris ได้พัฒนาหน้าปัดรองขึ้นใต้กลไก เพื่อแยกการทำงานของมาตรวัดความสูงออกจากกลไกจักรกลออโตเมติก

หากนวัตกรรมของ Oris คือการทะยานสู่ท้องฟ้า การตีความโดย Bamford Watch Department (BWD) ครั้งนี้ก็คือการนำพานวัตกรรมนี้ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการเล่นกับโทนสีพื้นอย่างสีดำสนิทดุจอวกาศ และเติมแต่งด้วยสีสันสดใสตัดกันอย่างชัดเจน ทำให้ ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ อ่านค่าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเผยบุคลิกใหม่ที่สดใสและมีเอกลักษณ์

และในตอนนี้ นี่คือนาฬิกาที่ Lieutenant Audley นักบินอวกาศผู้กล้าหาญของ BWD จะสวมใส่อย่างภาคภูมิใจ เพื่อก้าวสู่เส้นทางที่ไม่เคยมีผู้ผลิตนาฬิการายใดไปถึงมาก่อน

Beyond boundaries Lighter than titanium, stronger than steel
ตัวเรือนคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตของ ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ มอบทั้งความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาที่เหนือระดับ

Oris ProPilot Altimeter ‘Mission Control’ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 47 มม. เป็นนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการแสดงค่าความกดอากาศและระดับความสูงตั้งแต่ 0 ถึง 19,700 ฟุต ควบคู่กับเวลา โดยไม่ลดทอนความชัดเจนในการอ่านค่า

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านาฬิกาจะต้องหนักหรือเทอะทะ สำหรับเจเนอเรชั่นที่สองของนาฬิกาประสิทธิภาพสูงรุ่นนี้ Oris ได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายไว้หลายประการ นอกจากจะพัฒนาให้เหนือชั้นกว่าเดิมแล้ว นาฬิกายังต้องเบาและเพรียวบางยิ่งขึ้น โดยความเพรียวบางนี้ได้รับการยกระดับด้วยการอัพเกรดกลไกเป็น Oris Calibre 793 ซึ่งมาพร้อมพลังงานสำรองที่ยาวนานขึ้นถึง 56 ชั่วโมง

ทว่าการทำให้นาฬิกาเบาลงนั้นต้องอาศัยแนวทางที่ก้าวล้ำกว่าเดิม Oris จึงหันไปจับมือกับ 9T Labs บริษัทวิศวกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่แยกตัวมาจากมหาวิทยาลัย ETH Zurich (Swiss Federal Institute of Technology) 9T Labs เชี่ยวชาญในสิ่งที่เรียกว่า “การขับเคลื่อนสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศแห่งอนาคต” โดยวัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำของพวกเขา ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ในเครื่องบิน ดาวเทียม รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ไปจนถึงเครื่องมือศัลยกรรม แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้ในวงการนาฬิกามาก่อน จนกระทั่ง Oris เข้ามาสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

สำหรับตัวเรือน Oris ได้นำเทคนิค “additive manufacturing and moulding” ของ 9T Labs มาใช้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ควรสับสนกับการพิมพ์ 3 มิติ ที่มักใช้เฉพาะการสร้างต้นแบบ เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรม สามารถผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างที่พร้อมใช้งานจริงได้ในปริมาณมาก

วัสดุที่ได้คือคอมโพสิตผสมระหว่างคาร์บอนไฟเบอร์และโพลิเมอร์ที่เรียกว่า PEKK ซึ่งมีน้ำหนักเบาราวกับพลาสติก แต่แข็งแกร่งกว่าโลหะบางชนิด อีกทั้งทนทานต่อแรงกด ความร้อน และสารเคมี อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา ความแข็งสูง และความแข็งแรงเหนือระดับ

หนึ่งในข้อดีของกระบวนการนี้คือการสร้างความงามที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง 9T Labs กล่าวว่าไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถทำได้ เมื่อมองจากด้านข้างหรือด้านบน ตัวเรือนจะมีลวดลายคล้ายวงปีของต้นไม้ ราวกับถูกตัดจากเนื้อไม้แล้วผ่านกระบวนการคาร์บอน

แรงจูงใจส่วนหนึ่งในการสร้างตัวเรือนนี้มาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน Oris ตระหนักดีว่าคาร์บอนไฟเบอร์ส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตสูง และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่สมดุล อีกทั้งยังมักก่อให้เกิดของเสียจำนวนมาก กระบวนการของ 9T Labs จึงถูกพัฒนาขึ้นในระดับอุตสาหกรรมให้มีผลกระทบต่ำและยั่งยืนสูง ส่งผลให้ตัวเรือนนาฬิกานี้นำพาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาสวิสก้าวไปสู่มิติใหม่ George Bamford กล่าวว่า “นี่คือความหลงใหลในโลกแห่งนาฬิกาอย่างแท้จริง นวัตกรรมอันล้ำสมัย ฟังก์ชั่นการใช้งานขั้นสูง และดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนาน รวมอยู่ในนาฬิกาเพียงเรือนเดียว ผมหลงรักมันจริงๆ”

More from this stream

Recomended

เมื่อ Tom Cruise สวม Vacheron Constantin Overseas ในบท Digger Rockwell

ความเท่ระดับฮอลลีวูดของซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง ทอม ครูซ ที่ล่าสุดได้ปรากฏตัวในบทบาท "ดิกเกอร์ ร็อคเวลล์" จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง Digger โดยในเรื่องนี้เขาได้สวมใส่นาฬิกา Vacheron...

BANG & OLUFSEN ประกาศแต่งตั้ง JOHN LEGEND เป็น GLOBAL BRAND AMBASSADOR

Bang & Olufsen แบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ชั้นนำจากประเทศเดนมาร์ก...

OUTFITS OF THE WEEK #15 – รวมไอเดียลุคประจำสัปดาห์จากหนุ่มๆ ที่น่าจับตามอง

รวบรวม 3 ลุค จากเหล่าคนดังที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น ลุคของ ตี๋ตี๋ วันพิชิต, ปอนด์ ณราวิชญ์ หรือ อู๋ ธนบูรณ์ ที่หนุ่มๆ สามารถหยิบมาเป็นไอเดียสนุกๆ ในการแต่งตัวได้อย่างแน่นอน

Loro Piana นำเสนอ Extra Softy Bag L29 กระเป๋าใหม่ประจำคอลเลกชั่น Fall/Winter 2026-2027

Loro Piana เปิดตัว Extra Softy Bag L29 ประจำคอลเลกชั่น FW 26-27 กระเป๋าถือที่ผสานความอเนกประสงค์ในการใช้งานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย และสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์

พาชมดีเทล Santos de Cartier Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟใหม่จาก Cartier

อิทธิพลจากนักบิน Alberto Santos-Dumont ยังคงโบยบินอยู่เหนือเรือนเวลา Santos Chronograph จาก Cartier ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการท้าทาย