“ผมจะพูดว่าเคมีระหว่างเราคงเหมือนชีวิตคู่ที่เราแต่งงานกันไปแล้ว มันถึงจุดที่เริ่มมั่นคง นิ่งๆ แบบไม่ต้องมีอะไรหวือหวา เงียบๆ แต่มั่นคง ก็จบแล้วครับ” – คีน สุวิจักขณ์
“เวลาไปเล่นผมจะนึกก่อนว่าไม่ต้องทำอะไรมาก เราพยายามเล่นออกมาให้มันเป็นธรรมชาติที่สุด พอคนที่เขามาดู เขาจะเห็นเคมีนั้นออกมาเอง” – ซี เดชชาติ

ในโลกที่หลายคนพยายามหล่อหลอมตัวเองให้เข้ากับบรรทัดฐานของสังคม การโอบรับความเป็น ‘Weirdo’ หรือความแปลกในตัวเองอาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่ไม่ใช่สำหรับซีรีส์รอมคอมเรื่องล่าสุดอย่าง ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ ที่หยิบเอาความไม่สมบูรณ์แบบและความเนิร์ดขั้นสุดมาเล่าได้อย่างมีเสน่ห์ ซึ่งตอนนี้กำลังออนแอร์ให้ติดตามชมได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20:30 น. ทางช่อง one31 และทางแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW เท่านั้น
นี่คือการโคจรกลับมาเจอกันเป็นครั้งที่ 4 ของสองนักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง ‘ซี – เดชชาติ ทาศิลป์’ และ ‘คีน – สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์’ ที่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ท้าทายพวกเขาด้วยคาแร็กเตอร์ที่แปลกตาไปจากเดิม ตั้งแต่ ซี ในบทบาท ‘ชีวา’ เด็กเนิร์ดดาราศาสตร์ผู้พูดทุกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และ คีน ในบทบาท ‘นิรันดร์’ หนุ่มนักกีฬายูโดผู้เงียบขรึมและคิดมาก การกลับมาแสดงซีรีส์ด้วยกันในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึง ‘ไดนามิก’ ของความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปสู่จุดที่พวกเขาเรียกว่าเป็นจุดที่ เงียบๆ แต่มั่นคง วันนี้เราจะพาไปนั่งคุยกับพวกเขาทั้งสองคน ถึงเบื้องหลังการทำงาน ความท้าทายที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และความเป็น Weirdo ในชีวิตจริงที่จะทำให้คุณรักพวกเขามากกว่าเดิม
อ่านเพิ่มเติม: พูดคุยกับ ‘คิน – เติ้น – ออร์ก้า’ 3 นักกีฬารุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง
The Anatomy of Weirdo
ถ้าให้พูดถึงโปรเจกต์ ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ ในมุมมองของทั้งสองคน มันคือซีรีส์แบบไหน?

Keen: ซีรีส์ ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ เป็นซีรีส์ที่ดูผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ดูไปแล้วก็จะมีความเป็น Rom-com ที่ดูแล้วแฮปปี้ ตลกดี เอกลักษณ์ของมันคือทุกตัวละครจะมีคาแร็กเตอร์ของตัวเอง มีซีนที่เด่น ไม่มีใครซ้ำกันเลย พอมวลรวมเพื่อนๆ ทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มหนุ่มเนิร์ดอย่างน้องชีวา และกลุ่มพี่รันที่เป็นนักกีฬา มารวมกัน มันให้ความรู้สึกว่า Weird แปลกดี แต่แปลกในทางที่ดีนะครับ
Sea: ไวบ์ของซีรีส์จะปนความคอมเมดี้มาด้วยครับ ผมรับบทเป็น ‘ชีวา’ ซึ่งมีความแปลกตรงที่เป็นเด็กเนิร์ดมากๆ สนใจเรื่องดาราศาสตร์เป็นพิเศษ แล้วเขาจะพูดเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ออกมาตลอดเวลาจนคนอื่นๆ มองว่าเขาแปลก ตอนได้อ่านบทรู้สึกว่า โห… เนิร์ดแบบขั้นสุดเลยครับ ชนิดที่ว่าถ้ามีคนถามอะไรสักเรื่อง เขาก็จะอธิบายยาวเลยว่ามันเกิดจากอะไร
ถ้าให้พูดถึงโปรเจกต์ ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ ในมุมมองของทั้งสองคน มันคือซีรีส์แบบไหน?
Keen: ซีรีส์ ‘WEIRDO-101 แรงโน้มถ่วงระหว่างเรา’ เป็นซีรีส์ที่ดูผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ดูไปแล้วก็จะมีความเป็น Rom-com ที่ดูแล้วแฮปปี้ ตลกดี เอกลักษณ์ของมันคือทุกตัวละครจะมีคาแร็กเตอร์ของตัวเอง มีซีนที่เด่น ไม่มีใครซ้ำกันเลย พอมวลรวมเพื่อนๆ ทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มหนุ่มเนิร์ดอย่างน้องชีวา และกลุ่มพี่รันที่เป็นนักกีฬา มารวมกัน มันให้ความรู้สึกว่า Weird แปลกดี แต่แปลกในทางที่ดีนะครับ
Sea: ไวบ์ของซีรีส์จะปนความคอมเมดี้มาด้วยครับ ผมรับบทเป็น ‘ชีวา’ ซึ่งมีความแปลกตรงที่เป็นเด็กเนิร์ดมากๆ สนใจเรื่องดาราศาสตร์เป็นพิเศษ แล้วเขาจะพูดเรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ออกมาตลอดเวลาจนคนอื่นๆ มองว่าเขาแปลก ตอนได้อ่านบทรู้สึกว่า โห… เนิร์ดแบบขั้นสุดเลยครับ ชนิดที่ว่าถ้ามีคนถามอะไรสักเรื่อง เขาก็จะอธิบายยาวเลยว่ามันเกิดจากอะไร
ดูเหมือนว่าคาแร็กเตอร์ของทั้งคู่จะมีความสุดโต่งในตัวเอง การเตรียมตัวเพื่อรับบทบาทนี้มีความท้าทายมากน้อยแค่ไหน?

Sea: เอาเข้าจริงพอรู้ว่าเล่นบทที่เนิร์ด ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเยอะเลยครับ เพราะเมื่อก่อนผมก็เป็นเด็กเนิร์ด เพื่อนๆ ในห้องก็มีเด็กเนิร์ด ผมเลยนึกถึงโมเมนต์ตอนเรียน พฤติกรรมของกลุ่มเพื่อนที่เนิร์ดๆ แล้วดึงเอามาใช้กับการแสดง เหมือนมีคาแร็กเตอร์นี้ในหัวอยู่แล้ว แต่ความท้าทายจริงๆ คือบทครับ เพราะพอตัวละครเราเนิร์ดมาก พอต้องพูดบทที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มันค่อนข้างจำยาก เราต้องเข้าใจบริบทความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่ใช่แค่ทำความเข้าใจอารมณ์ตัวละครครับ
Keen: สำหรับผม บทนิรันด์เขาน่าจะคิดเยอะ คิดมาก และค่อนข้างจะเป็นคนเงียบๆ กว่าเดิม ตึงๆ เก๊กๆ แต่ที่หนักที่สุดคือการเล่นยูโดครับ เหนื่อยมากครับ เราต้องทุ่มคนอื่นให้ได้และต้องโดนทุ่มด้วย ปวดไปทั้งตัวเลยครับ เพราะผมไม่เคยเล่นยูโดมาก่อน แต่ก่อนถ่ายทำได้เข้าคลาสไป 2 ครั้ง นอกนั้นไปฝึกที่หน้าเซตเลย น่าจะเป็นเรื่องที่หนักที่สุดเท่าที่เคยแสดงมาครับ
The ‘Stable’ Chemistry
ทำงานร่วมกันมาถึงเรื่องที่ 4 แล้ว ไดนามิกของการทำงานระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไปจากวันแรกๆ อย่างไรบ้าง และการหาเคมีร่วมกันในเรื่องนี้ยากไหม?
Sea: ผมว่าไม่ต่างจากเดิมมากครับ เพราะผ่านเรื่องแรกมาจนถึงเรื่องนี้ เราไม่ต้องปรับจูนอะไรกันเยอะแล้ว พอมาเรื่องนี้ก็ชิลๆ เลย เหมือนเราก็รู้จังหวะของคีน และคีนก็รู้จังหวะของผม ผมรู้สึกว่าเรามีเคมีที่ซิงค์กันอยู่แล้ว เวลาไปเล่นผมจะนึกแค่ว่าพยายามเล่นให้ออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด แล้วเดี๋ยวคนที่ดูเขาจะเห็นเคมีนั้นออกมาเองครับ
Keen: ตอนเรื่องแรกเหมือนแพสชั่นมันแรงมาก มีแรงวิ่ง เพราะทำแค่เรื่องเรียนกับถ่ายซีรีส์ แต่พอมาเรื่องนี้ผมเริ่มหน้าที่ที่หนักขึ้น ทั้งแสดง ทั้งงานวง (CLO’VER) ต้องใช้ร่างกายเยอะกว่าปกติครับ
ส่วนเรื่องไดนามิกระหว่างเรา ผมว่ามันเปลี่ยนไปตรงที่ ‘มันไม่ต้องพยายามแล้ว’ อยากคุยก็คุย อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าต้องชวนคุยมั้ย พอเราเข้าใจกันก็เริ่มรู้ว่า จริงๆ ต่างคนก็อยากอยู่เงียบๆ กับตัวเอง มีเรื่องอยากคุยเมื่อไหร่ก็ค่อยทักมา ผมจะเปรียบว่ามันเหมือนชีวิตคู่ที่เราแต่งงานกันไปแล้ว มันถึงจุดที่เริ่มมั่นคง นิ่งๆ แบบไม่ต้องมีอะไรหวือหวา เงียบๆ แต่มั่นคง ก็จบแล้วครับ

แล้วบรรยากาศในกองถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง?
Sea: กองนี้นักแสดงส่วนใหญ่วัยไล่ๆ กันครับ การทำงานเลยเหมือนได้มาทำงานกับเพื่อน ช่วงพักก็มีคุยเล่นกันบ้าง หน้าเซตก็มีแซวกัน แต่ส่วนใหญ่ผมจะนอนมากกว่าเพราะต้องเซฟพลังงานครับ
Keen: บรรยากาศสนุกเฮฮาครับ แต่ส่วนใหญ่ทุกคนจะหลับกัน ปกติซีรีส์เรื่องอื่นผมจะไม่หลับเลยนะ แต่เรื่องนี้ผมเหนื่อยเลยหลับตลอด ซีเขาอาจจะหลับมาตั้งแต่หลายเรื่องก่อนแล้ว แต่ผมเพิ่งจะได้มานอนในกองก็เรื่องนี้แหละครับ รู้สึกดีเหมือนกัน น่าจะนอนมาตั้งนานแล้ว (หัวเราะ)
“เราไม่ต้องปรับจูนอะไรกันเยอะแล้ว พอมาเรื่องนี้ก็ชิลๆ เลย… ผมรู้สึกว่าเรามีเคมีที่ซิงค์กันอยู่แล้ว”
ซี เดชชาติ
The Real-life Weirdos
ไหนๆ ในเรื่องก็เล่าถึงความ Weirdo แล้ว ในชีวิตจริงตอนมัธยม หรือแม้แต่งานอดิเรกในปัจจุบันของซีกับคีน มีมุมเนิร์ดๆ หรือมุมแปลกๆ ที่อยากแชร์ไหม?
Keen: ช่วงมัธยมผมค่อนข้างเนิร์ดมากๆ ผมเป็นเหมือนชีวาเลยครับ วีรกรรมตอนเรียนไม่ค่อยมีอะไรเพราะเป็นช่วงโควิด ปกติผมชอบอยู่คนเดียว ไปห้องสมุด อ่านหนังสือความรู้รอบตัว อ่านนิยาย ที่ว้าวหน่อยคือตอนเรียนผมไปฝึกทำหูฟังกับครู มันเนิร์ดไปทางนั้นเลย ไม่ค่อยได้อยู่กับเพื่อนเท่าไหร่ครับ
Sea: คีนเคยเล่าให้ฟังครับว่าเขาเป็นเด็กที่เนิร์ดมาก ถ้าเทียบกันอาจจะเนิร์ดกว่าผมด้วยซ้ำ ส่วนผมช่วงมัธยมจะเป็นเด็กหน้าห้อง คอยฟังตลอด แต่อยู่กึ่งกลางแบบ Hybrid ครับ อันไหนเพื่อนชวนแล้วอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ถ้าถามถึงความ Weirdo ของผมในตอนนี้ คือผมเป็นคนติดบ้าน และชอบเล่นเกมแนว Strategy (วางแผน) มากๆ เล่นทุกแนวเลยครับ แต่คนรอบตัวไม่ค่อยมีใครเล่น ผมก็เลยเล่นอยู่คนเดียว
ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะมีวิธีพักผ่อนที่ต่างกันชัดเจน เวลาว่างจริงๆ ชอบทำอะไรกัน?
Keen: ผมชอบฟังเพลง ล้างตู้ปลา คุยกับกุ้ง เลี้ยงไม้น้ำครับ ผมชอบดูวัฏจักรของมัน ได้คอยหาวิธีว่าทำไมน้ำถึงไม่เสีย ตะไคร่น้ำขึ้นเพราะอะไร ผมชอบเลี้ยงกุ้งมาก เพราะเวลามันโตมันต้องลอกคราบ ต้องคอยลุ้นว่าจะลอกผ่านมั้ย รอดมั้ย รู้สึกว่ากว่าจะเติบโตขึ้นเขาต้องผ่านอะไรที่ยากๆ การผ่านสิ่งยากๆ ไปได้ก็เป็นบทเรียนของการเติบโตครับ ผมว่ามันเจ๋งดี นอกจากนี้ก็ชอบจัดห้อง ทำความสะอาด ขัดห้องน้ำ เปลี่ยนฮวงจุ้ยห้องไปเรื่อยๆ มันเหนื่อยนะครับ แต่ผมชอบความสะอาด ทำแล้วได้ผ่อนคลาย
Sea: ของผมเวลาว่างจะไม่ค่อยออกจากบ้าน ผมชอบเล่นเกม Strategy แล้วก็อาจจะมีออกไปกินข้าวที่นู่นที่นี่บ้างครับ
The Act of Joyous
การเดินทางบนเส้นทางการแสดงจนถึงตอนนี้ ความสนุกของการเป็นนักแสดงในมุมมองของทั้งคู่คืออะไร?
Sea: สำหรับผม การแสดงคือการถ่ายทอดคาแร็กเตอร์ของตัวละครให้ได้ตามที่ผู้กำกับต้องการและเป็นธรรมชาติ ถึงผมอาจจะไม่ได้แสดงมาเยอะมากและยังมีความเป็นตัวเองผสมอยู่บ้าง อย่างชีวาก็เป็นความเนิร์ดที่มีตัวผมอยู่ด้วย ความสนุกคือมันเหมือนผมได้ลองอะไรใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเบื่อสำหรับผมครับ
Keen: น่าจะเป็นการได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้เป็นตัวตนที่มีนิสัยแบบนั้นแบบนี้ บางทีเราก็ได้เรียนรู้ตัวเองจากการแสดงว่า ‘เออ เราก็มีมุมแบบนี้นะ’ แต่ก็มีบ้างที่ไม่อยากเล่นบางคาแร็กเตอร์เพราะกลัวติดออกมาใช้ในชีวิตจริง อย่างตอนเล่นเป็น ‘จิณณ์’ ใน ‘ไหนใครว่าพวกมันไม่ถูกกัน Head 2 Head’ ผมก็มีติดอารมณ์ร้อนขี้หงุดหงิดมาเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าบางตัวละครเล่นครั้งเดียวก็พอ

“การแสดงสำหรับผมมันคือการเอาตัวเองไปเจออะไรใหม่ๆ ไปเจอความจริง เพราะโลกมันไม่ได้มีแค่นี้ โลกมันใหญ่กว่านี้อีกเยอะครับ”
คีน สุวิจักขณ์
ติดตามอ่านเนื้อหาจาก Men’s Folio Thailand เพิ่มเติมได้ที่ mensfoliothailand.com และติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย @mensfolioth






