“เวลามันพิเศษจริงๆ นะ มัน heal ได้ทุกอย่างเลย”
คือสิ่งที่เราได้ฟังจาก จุง อาเชน ไอย์ดึน นักแสดงหนุ่มที่บอกกับเราว่าในวัย 25 ปี นี่คือช่วงที่เขารักตัวเองมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
นั่นคือสิ่งที่เราอยากนั่งคุยกับเขาในวันนี้ ถึงความโรแมนติกที่เราอยากค้นหา และคำว่า ‘เวลา’ ในแบบของจุง ร่วมกับ Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาที่มองนิยามของคำว่าเวลาไม่ต่างจากเขา

The Craft of Becoming
เราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการให้จุงพาเราย้อนกลับมามองครึ่งปีที่ผ่านมาของเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งนักแสดงหนุ่มก็ตอบได้อย่างน่าสนใจ
“ตอนแรกนึกว่าจะเป็นปีที่ตื่นเต้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมรู้สึกว่าปีนี้ยังไปได้อีกครับ ผมยังรู้สึกว่าต่ำกว่าที่คาดหวังไว้” เขาเล่าก่อนอธิบายต่อว่า
“จริงๆ ครึ่งปีที่ผ่านมาก็มีหลายอย่างมากที่ทำให้ผมตื่นเต้น เพราะได้ทำทั้งคอนเสิร์ตใหญ่ ไปเที่ยวมัลดีฟส์ ถ่ายซีรีส์ แล้วก็มีข่าวดีที่ประกาศออกมาอย่างงานพรีเซ็นเตอร์ต่างๆ ด้วยครับ”
“แต่ผมรู้สึกว่ามีไฟในการทำงานเยอะมากในปีนี้ เลยรู้สึกว่ายังไปได้อีก เหนื่อยกว่านี้ได้อีกครับ” เขาเสริม
‘วันทองไร้ใจ’ โปรเจกต์ซีรีส์ที่จุงกำลังถ่ายทำอยู่ และซีรีส์เรื่องนี้คืออีกหนึ่งความท้าทายที่เขาได้เจอในปีนี้
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พัฒนาผมในเรื่องของการพูดเยอะมาก” เขาเล่า ก่อนจะอธิบายต่อว่าภาษาที่ใช้ในเรื่องนี้ค่อนข้างยาก และต้องทำความเข้าใจเยอะ
ไม่ชินปากใช่ไหม?
“ใช่ครับ” เขาตอบก่อนอธิบายต่อ “ปกตินักแสดงจะ improvise ได้ใช่ไหมครับ ในบางบทที่เรารู้สึกอิน หรือเป็นอะไรที่ใกล้ตัว แต่อันนี้เราไม่มีประสบการณ์ร่วมกับยุคนั้นเลย ภาษาที่ใช้ก็ไม่ใช่ภาษาปัจจุบัน ผมก็เลยรู้สึกว่ามันยากมากๆ ถ้าความยากเต็ม 10 ผมให้เลย 12”

อีกหนึ่งบทบาทที่เราได้เห็นจุงทำ และทำได้เป็นอย่างดีก็คือ การเป็นสมาชิกวง JASP.ER ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพวกเขาก็เพิ่งคัมแบ็กด้วยซิงเกิ้ลใหม่ และเมื่อเห็นจุงได้ทำทั้งสองบทบาท เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาชอบการแสดงหรือการเป็นนักร้องมากกว่ากัน?
ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ
“ผมชอบการแสดงครับ ผมรู้สึกว่าผมเครียดดี”
เครียดดี?
“ใช่ เครียดดี ผมรู้สึกว่าการแสดงมันได้รู้สึกจริงๆ ได้เหนื่อยจริงๆ อะไรแบบนี้ครับ ส่วนมากคนจะรู้สึกว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่ง่าย หรือบางทีเขาอาจจะใช้คำว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่หาเงินง่าย แต่จริงๆ แล้ว ผมมองว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยและใช้ทักษะในแบบของตัวเองนะครับ”
“ในฐานะที่ผมทำงานเป็นนักแสดงด้วย ผมก็ได้สัมผัสมาหลายด้าน รวมทั้งงานเบื้องหลังด้วย อาชีพนักแสดงมันมีองค์ประกอบหลายมิติ กว่าที่เราจะได้เห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ฉายบนจอ แต่ความจริงเราจะต้องไป workshop ไปเรียน ตื่นเช้า และทำอีกหลายอย่างเลยครับ”
“อาชีพนักแสดงก็เหนื่อยเหมือนๆ กับทุกอาชีพ เพราะสุดท้ายแล้ว เราทุกคนเหนื่อยเพราะเราตั้งใจให้งานออกมาดีที่สุด”
แต่นอกเหนือจากความตั้งใจ และความเหนื่อยในแบบที่เขาเองเลือกแล้ว ยังมีอีกด้านหนึ่งของเขาที่เราอยากทำความรู้จัก นั่นคือ การมองเห็น ‘ความโรแมนติก’ ที่ซ่อนอยู่ในดีเทลเล็กๆ ของเรื่องธรรมดาๆ
The Romance of Small Things
ความโรแมนติกในแบบของจุงคืออะไร?
“สำหรับผมมันน่าจะเป็นความใส่ใจครับ มันโรแมนติกมากเลย เพราะว่าการใส่ใจไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าคู่รักทุกคนจะนั่งใส่ใจกันและกันในรายละเอียดบางอย่าง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคนรัก หรือคนรอบตัวเรา รู้ว่าเราแพ้นมวัวแล้วตั้งใจซื้อของที่เป็น Lactose Free มาให้ โดยที่เราไม่เคยบอกเขาตรงๆ มาก่อน แต่เขาอาจจะเคยได้ยิน ได้รู้มา แล้วเขาจำได้ มันเป็นความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ‘อุ๊ย ใส่ใจเราขนาดนี้เลยเหรอ’ ประมาณนั้นครับ”
“เพราะจริงๆ แล้วความรักโรแมนติก คำว่า ‘ครั้งแรก’ มันตื่นเต้นเสมอ ซึ่งมันต่างจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่ใจ เพราะการกระทำแบบนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าเราถูกดูแล ซึ่งเราจะเขินเวลาได้รับความใส่ใจ ผมจะเขินเสมอเลยครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่โรแมนติกมาก”

แล้ว ณ ตอนนี้มุมมองเรื่องความรักของจุงเป็นอย่างไร?
“ณ ตอนนี้ในมุมของแฟนหรือคนรัก ผมยังมองว่าเป็นสิ่งที่มีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีก็จะดีครับ” เขาตอบก่อนอธิบายต่อว่า “เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้มีคนที่อยู่เคียงข้างกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน ผมรู้สึกว่ามันคือการหาประสบการณ์ในการใช้ชีวิต”
“ความรักสำหรับผมมันอาจจะเป็นเซฟโซนก็ได้ สมมติว่าเราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เรากลับบ้านไปเราได้อยู่กับแฟน ได้กลับมานั่งเล่าสิ่งที่เราเจอมาทั้งวันให้ใครสักคนฟังก็คงดีครับ แต่ตอนนี้ถ้ามันไม่มีก็เล่าให้แม่ฟังแล้วกัน” เขาเสริม
แล้วในปีนี้จุงได้สัมผัสความโรแมนติกหรือยัง?
“เหมือนผมยังไม่ค่อยรู้สึกถึงความโรแมนติกในปีนี้ เพราะผมยังไม่รู้สึกว่าหวือหวา หรือตื่นเต้นกับปีนี้เท่าไหร่ครับ”
“ถ้าในมุมของการทำงาน ซึ่งอาจจะฟังดู cliche หน่อย แต่ก็คงเป็นความรักจากแฟนคลับนี่แหละครับ เพราะไม่ว่าเราจะผ่านเรื่องที่ดีหรือไม่ดี เราหันไปก็ยังมีเขาคอยซัพพอร์ต ซึ่งเขาอาจจะไม่ต้องคอยซัพพอร์ตเราในทุกโมเมนต์ แต่เวลาที่เราหันไปเราจะรู้ว่ามีเขาอยู่ครับ”
ความห่วงใยจากแฟนคลับทำให้จุงย้อนนึกไปถึงความทรงจำวัยเด็กของเขา
“ตอนเด็กๆ คุณแม่ของผมจะไม่ใช่คนที่เห็นผมล้มแล้วเข้ามาประคอง แต่แม่จะคอยสอนว่าล้มแล้วต้องลุกยังไง ลองไปจนกว่าจะแข็งแรง แล้วในวันที่ไม่มีแม่อยู่ข้างๆ แล้ว เราก็ยังคงเป็นลูกที่แข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้”
“ซึ่งในปีนี้ผมสัมผัสได้ถึง energy แบบนี้จากแฟนคลับ” เขาพูดขึ้น “ผมรู้สึกว่าแฟนๆ มีความเปิดกว้างมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาปล่อยให้เราโต เขารู้ว่าเราผ่านอะไร มาเยอะ เขารู้ว่าเราทำอะไรได้ และเราเป็นคนอย่างไร”
“นี่คือธรรมชาติของมนุษย์แล้ว เขายอมรับที่ผมเป็นแบบนี้ เขาเข้าใจความเป็นผม ในแบบที่บางทีคนทั่วไปจะมองว่าดาราต้องยิ้ม ต้องเป็นแสงสว่าง ต้องไม่โกรธ ไม่ negative ห้ามมีอารมณ์ ห้ามทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมันผิด เพราะเราก็เป็นคน และคนก็สามารถทำผิดพลาดได้ แล้วเราก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นได้ครับ”

Time Heals, Time Builds
ถ้าความโรแมนติกสำหรับจุงคือการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็คงไม่มีเป้าหมายไหนในปีนี้โรแมนติกไปกว่า ‘การกลับมาใส่ใจตัวเอง’
ตั้งแต่ต้นปี 2026 จนถึงตอนนี้ เราได้เห็นผลงานของจุงมาตลอด และนั่นทำให้เราสงสัยว่า นอกเหนือจากการทำงานแล้ว จุงใช้เวลาไปกับอะไรอีกบ้าง?
“พัฒนาตัวเองครับ” เขาตอบ “อาจจะเข้ายิม ออกไปทำผมกิจกรรมต่างๆ ผมชอบรู้สึกว่า ทำไมเราไม่ทำอะไรเลย ถ้าพักอยู่บ้านอยู่เฉยๆ เราจะเหนื่อย เราจะยม”
“ถ้าเราไม่แอ็กทีฟ ความรู้สึกนึกคิด ฮอร์โมนต่างๆ มันจะรู้สึกดาวน์ลง แล้วทำให้เราเป็น sloth person ซึ่งผมอาจจะไม่ใช่คนแบบนั้น ผมก็เลยพยายามพาตัวเองไปสถานที่ใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ ได้ลองปลดล็อกบางอย่างที่เราไม่เคยลอง”
จุงบอกเราว่า ‘การออกกำลังกาย’ คือสิ่งที่เขาได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่าที่สุดในปีนี้
“มันได้ทั้งร่างกาย จิตใจ ฮอร์โมน มันส่งเสริมกันไปหมด ถ้าข้างในเราดี ผิวเราก็ดี เราตื่นมาเห็นหน้าตัวเอง ‘อุ๊ย วันนี้หน้าใสจัง’ เราก็แฮปปี้ แล้วก็มีความมั่นใจ พอความมั่นใจส่งออกมา อะไรๆ มันก็ดีขึ้น”

“ทุกอย่างมันเริ่มจากการที่เราดูแลตัวเอง มันคือ self care แหละ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ณ ตอนนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่โรแมนติกมากๆ ในปีนี้ของผมก็ได้ครับ ที่เรารักตัวเองมากขนาดนี้”
คำว่า ‘เวลา’ ให้บทเรียนอะไรกับจุง? เราถามนักแสดงหนุ่ม
“ผมเชื่อว่าเวลามันทำให้เราเติบโตขึ้น ทั้งร่างกาย ความคิด ทัศนคติ ซึ่งมันเปลี่ยนไปทุกปีครับ ปีที่แล้วทัศนคติผมก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ผมรู้สึกว่าถ้าเทียบกับตอนนั้น ผมก็คงเป็นคนที่คิดมาก ใส่ใจคนอื่นมากเกินไป จนบางครั้งลืมตัวเองไป แต่ปีนี้รู้สึกว่าเป็นปีที่เรารักตัวเองมากขึ้น ช่างมันได้เยอะขึ้นกับสิ่งที่เราคาดหวังครับ”
“เวลาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดบนโลกนะครับ เวลามันพิเศษจริงๆ นะ มัน heal ได้ทุกอย่างเลย มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากๆ”
Dressed in Intention
สิ่งหนึ่งที่ใครติดตามจุงผ่าน Instagram จะรู้ดีคือ เขามักจะมาพร้อมสไตล์การแต่งตัวที่สนุก และเซอร์ไพร์สเราได้ทุกครั้ง
“จริงๆ ผมใส่ได้หมดเลยนะครับ ผมชอบสิ่งที่มันผ่านการคิดมาแล้วครับ” เขาอธิบาย
แล้วจุงมีสไตล์ที่ชอบมากๆ บ้างไหม?
“ถ้าจะให้พูดเป็นไอเท็มผมคงชอบแจ็กเกตหนัง หรือ essential item บางอย่างที่ช่วยคอมพลีตลุคได้ หมวก กำไลข้อมือ แหวน ต่างหู รองเท้าเท่ๆ หรือนาฬิกาสวยๆ สักเรือนครับ
แล้วผมก็ชอบของที่ unique แบบที่คนจะไม่ใส่ซ้ำกับเราแน่ๆ ผมชอบอะไรแบบนั้นครับ”

“ผมไม่ได้ชอบความแตกต่างนะ แค่รู้สึกว่าถ้าใน outfit สักลุคหนึ่งมีสิ่งที่กระโดดออกมา มันก็จะดีมาก แต่ผมแต่งได้หมดเลย มันไม่มีข้อจำกัดให้ตัวเอง”
“จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยครับที่ได้ลองใส่ Grand Seiko” เขาชี้ให้เราดูนาฬิกาบนข้อมือ ก่อนเล่าถึงการได้ลองสิ่งใหม่ๆ ร่วมกับ Grand Seiko “ผมได้เห็น Grand Seiko ตามที่ต่างๆ ตามสื่อ หรือแม้แต่เวลาผ่านที่ร้าน แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง พอวันนี้ได้ใส่จริงๆ ก็รู้สึกว่าสวยมากเลยครับ มีหลายดีไซน์ที่เหมาะกับในทุกลุคเลย ตั้งแต่หน้าปัดที่ดูเป็นสปอร์ต ไปจนถึงหน้าปัดที่ดูเป็นคลาสสิค ดู luxury”
“ซึ่งจริงๆ คนอาจจะมองความ luxury ว่ามันต้องใส่กับลุคที่เนี้ยบ ใส่สูท แต่ว่าวันนี้ได้ลองเอา Grand Seiko มาปรับสไตล์ ใส่กับเสื้อผ้าที่ดูรีแล็กซ์ขึ้น สนุกขึ้น มันก็ให้ไวบ์ที่มีความทันสมัยมีความเป็นวัยรุ่นดีนะครับ จริงๆ แล้วความคลาสสิกก็สามารถหยิบมาสไตลิ่งให้ดูทันสมัยได้ ซึ่งมันก็ดูเป็น This Generation ดีครับ” เขาเสริม

ก่อนจากกันเราเลยถามจุงถึงเหตุผลที่เขาชอบลองสไตลิ่งใหม่ๆ
“มันอาจจะเข้ากับฮอบบี้ของผมด้วย” เขาพูดขึ้น “ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปครับ ก็เลยรู้สึกว่าเวลาที่ถ่ายรูป องค์ประกอบมันต้องดี ทั้งตัวเราที่เป็นแบบ ทั้งฉากหลัง ทั้งแสง ผมถือว่าแบบมันสนุกในการได้จัดภาพในหัว ได้พาตัวเองไปในภาพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็น”
Instagram ไม่ใช่เพียงแค่โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มสำหรับจุง เพราะเขาบอกกับเราว่า นี่คือพื้นที่ที่เขาใช้ตอบแทนทุกๆ แรงซัพพอร์ต
“ผมเป็นคนชอบเล่น Instagram ครับ มันเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ลงรูป แล้วด้วยอาชีพของเรา เรามีโอกาสได้เจอคนที่เขาซัพพอร์ตเราเยอะมาก Instagram ก็เลยเป็นเหมือนพื้นที่หนึ่งที่ผมอยากใช้ตอบแทนคนที่ติดตามผมครับ
ถึงส่วนหนึ่งจะมาจากความชอบของผม แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมไม่รู้จะตอบแทนทุกคนที่ซัพพอร์ตอย่างไรดี เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่ผมลงในแต่ละวันทำให้เขามีความสุขได้ ผมก็อยากลงให้เขาเห็นเยอะๆ ครับ”
บางทีสิ่งที่ทำให้ทั้งจุงและ Grand Seiko พูดถึง ‘เวลา’ ได้ในแบบเดียวกัน อาจไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่ผ่านไป แต่มันกำลังถูกเล่าในฐานะสิ่งที่ค่อยๆ สร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมา
และถ้านั่นคือนิยามของความโรแมนติก ตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อ ‘อาเชน ไอย์ดึน’ ก็คงอยู่ในช่วงเวลาที่โรแมนติกที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

Editor in Chief & Fashion Director: Daneenart Burakasikorn
Photographer: Intrachai Watmakawan
Videographer: Pasittha Rungareechairat
Content Creator: Asa Ngamkala
Make Up: Piyachet Thanachotruechuwong
Hair: Sarun Uparamana
Assistant Hair: Tanabadee Kidgate
Fashion Editor Assistant: Possathorn Kiattichuanchai, Chonlasit Prompinij
Photographer Assistant: Chudchpong Aumponrat, Pharunwat Sivapitipat
Videographer Assistant: Yukontorn Paethong
ติดตามอ่านเนื้อหาจาก Men’s Folio Thailand เพิ่มเติมได้ที่ mensfoliothailand.com และติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย @mensfolioth






