Exclusive Interview: เปลือยตัวตนและก้าวใหม่ของ Will Hyde กับดนตรี R&B และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานคร

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ Will Hyde ในครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาใช้เวลาอยู่ที่นี่นานกว่าสองสัปดาห์ นอกจากการซึมซับบรรยากาศของกรุงเทพมหานครแล้ว เขายังได้ใช้เวลาคลุกคลีกับคอมมูนิตี้คนทำดนตรีและร่วมงานกับศิลปินไทยมากความสามารถ 

เรามีโอกาสได้คุยกับศิลปินและโปรดิวเซอร์หนุ่มชาวออสเตรเลียคนนี้ ก่อนจะไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านแนวเพลงจาก อินดี้ป๊อป สู่ความเป็น R&B ในซิงเกิ้ลล่าสุดของเขา แรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ที่หล่อหลอมให้เขาเป็นศิลปิน ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวและมุมมองที่เขามีต่อวงการดนตรีเอเชีย

อ่านเพิ่มเติม: Exclusive Interview: ‘กลิ่นฝน’ และความทรงจำ กับก้าวใหม่ที่เติบโตขึ้นในฐานะศิลปินดูโอ้ของ ‘เติ้ล – เฟิร์สวัน’

การมาประเทศไทยครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง คุณได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างหรือยัง? 

Will Hyde: ยอดเยี่ยมมากครับ ผมชอบประเทสไทยเสมอ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมอยู่ไทยนานกว่าสองสัปดาห์ ผมรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั้งคอมมูนิตี้ดนตรีและศิลปินที่ร่วมงานด้วย ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาอยู่ในย่านลุมพินี ในช่วงที่กลับจากการทำเพลง แต่บ่ายวันเสาร์นี้ผมมีเวลาว่าง เลยตั้งใจจะไปสำรวจย่านอารีย์ เพราะได้ยินมาว่าเป็นย่านที่เต็มไปด้วยพื้นที่ครีเอทีฟ คาเฟ่ และผู้คนที่มีสไตล์ นอกจากนี้ผมยังอยากไปสัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำ ไปทานอาหารและชมวัดแบบสบายๆ โดยไม่ต้องทำงานหรือถ่ายทำอะไร พอได้ยินคำแนะนำเรื่องย่านเมืองเก่าอย่างทรงวาด ผมก็สนใจมาก เพราะผมจำได้ว่าเคยไปถ่ายมิวสิกวิดีโอแถวเยาวราช และคิดว่ามันเป็นย่านที่เท่มากๆ ครับ

พูดถึงผลงานเพลงใหม่ที่ทำร่วมกับ D Gerrard จุดเริ่มต้นของการร่วมงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? 

Will Hyde: ผมเคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แต่เพิ่งได้มีโอกาสดูโชว์ของเขาจริงๆ ที่งาน Colorists Music Festival เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โปรดักชั่นบนเวทีของเขายิ่งใหญ่มาก ทำให้ผมหลงรักโชว์ของเขาและอยากร่วมงานด้วยทันที หลังจากนั้นผมก็เริ่มทำเพลงสไตล์ R&B โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินไทยแนวนี้อย่าง BLVCKHEART และ Z9 ผมลองทำดนตรีในสไตล์ที่คิดว่าน่าจะเข้ากับเขา พอส่งเดโม่ไปให้ฟัง เขาก็ชอบมันครับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่ เพราะปกติผมมักจะไม่ได้เจอศิลปินที่อยากร่วมงานด้วยจากการไปดูเทศกาลดนตรีแบบนี้

ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะเป็นผลงานแนว R&B แบบเต็มตัวเพลงแรกของคุณ ประสบการณ์การทำเพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

Will Hyde: สนุกมากครับ ผมเป็นคนที่ชอบทดลองทำดนตรีหลากหลายสไตล์อยู่แล้ว ผมเคยทำเพลงฮิปฮอปด้วยซ้ำแต่ไม่ได้ปล่อยออกมา การขยับมาทำ R&B จึงเป็นความท้าทายที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ผมเริ่มต้นจากการเป็นโปรดิวเซอร์เพราะอยากควบคุมทิศทางของเพลงและสร้างความรู้สึกที่คล้ายกับเพลงที่คนอื่นเปิดฟัง ผมชอบความรู้สึกที่สามารถแต่งเพลงจบได้ด้วยตัวเองภายในวันเดียว จากนั้นค่อยส่งให้โปรดิวเซอร์คนอื่นๆ ช่วยเติมเต็ม อย่างเพลงนี้ก็ได้โปรดิวเซอร์ร่วมจากวงอินดี้ในอเมริกาชื่อ Half.alive มาช่วยเติมพาร์ทกีตาร์ เบส และกลอง การดึงคนจากโลกดนตรีที่ต่างกันมารวมกันทำให้เพลงมีมิติมากขึ้นครับ

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ดนตรีแบบไหนที่หล่อหลอมให้คุณอยากก้าวขึ้นมาเป็นศิลปิน? 

Will Hyde: ผมโตมากับเพลงของ Britney Spears, Black Eyed Peas และ Eminem ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ รู้สึกว่าเพลง ‘Shut Up’ ของ Black Eyed Peas เป็นเพลงที่ขบถและเท่มากๆ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมอยากเป็นศิลปินจริงๆ คือช่วงอายุ 13-14 ปี ผมรับจ้างเป็นดีเจเปิดแผ่นตามงานปาร์ตี้ช่วงสุดสัปดาห์เพื่อหาเงิน การได้เห็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตื่นเต้นเวลาได้ยินเพลงโปรดของตัวเอง ทำให้ผมฝันว่าวันหนึ่งผมอยากจะทำเพลงที่กลายเป็นเพลงโปรดของใครสักคนและได้เห็นรีแอคชั่นแบบนั้นบ้างครับ

สำหรับโปรเจกต์ใหม่นี้ มีความแตกต่างจากผลงานก่อนหน้านี้อย่างไรบ้างในแง่ของการเล่าเรื่อง? 

Will Hyde: ในแง่ของดนตรี ผมเอนเอียงไปทาง R&B และ Indie Pop มากขึ้นครับ ส่วนเนื้อหา ผมเปลี่ยนจากการเล่าเรื่องความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง มาเป็นการสำรวจว่า ‘ความสัมพันธ์’ มีอิทธิพลในการหล่อหลอมตัวเราอย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีพลังในการสอนบทเรียนชีวิตให้เราได้มากที่สุด อย่างเพลง ‘Come Back To Me’ ก็พูดถึงความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ และแรงดึงดูดที่ทำให้เราวนกลับไปหาคนเดิม หรือแม้แต่ชื่อ EP ใหม่ก็มาจากจังหวะที่ผมเปิดใจคุยเรื่องอ่อนไหวกับคนคนหนึ่ง แล้วเธอมองลึกเข้ามาในตาผม ผมก็ปิ๊งไอเดียชื่อโปรเจกต์ขึ้นมาทันทีเลยครับ

หลังจากที่ได้ร่วมงานกับศิลปินเอเชียมากมาย คุณมองเห็นอะไรในวงการดนตรีเอเชียและดนตรีไทยบ้าง? 

Will Hyde: สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดคือการที่ ‘เมโลดี้’ สามารถก้าวข้ามกำแพงภาษาได้ ผมเริ่มตระหนักเรื่องนี้ตอนไปเกาหลีปี 2022 ก่อนที่ K-pop จะบูมไปทั่วโลก คนสามารถอินกับเพลงได้โดยที่ไม่ต้องเข้าใจความหมายเลย สำหรับดนตรีไทย ผมเชื่อว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตในระดับโกลบอลได้เพราะศิลปินอย่าง BLVCKHEART หรือ D Gerrard มีการสร้างเมโลดี้ที่ยอดเยี่ยมมาก การได้ทำงานกับศิลปินไทยอย่าง Yented และ Landokmai ที่มีพื้นฐานการฟังเพลงต่างจากผม ก็ช่วยเปิดโลกและทำให้งานดนตรีของผมพัฒนาขึ้นมากครับ ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ผมกำลังจะไปแสดงที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดยได้รับโอกาสจากค่ายที่ดูแลวง Landokmai นี่แหละครับ

นอกจากการเข้าห้องอัด คุณยังได้ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอและขึ้นโชว์ด้วย มีโมเมนต์ไหนที่เป็นความทรงจำพิเศษสำหรับทริปนี้บ้าง? 

Will Hyde: การได้แสดงโชว์คือสิ่งที่ผมชอบที่สุดครับ เพราะมันคือการเชื่อมโยงกับผู้คน ผมเพิ่งได้ขึ้นแสดงกับ BLVCKHEART ซึ่งเรากำลังจะมีเพลงที่ปล่อยด้วยกันในเดือนสิงหาคมนี้ การได้เจอศิลปินหลายๆ คนหลังเวทีอย่างวง Yented ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ส่วนการถ่ายมิวสิกวิดีโอกับ D Gerrard เมื่อสัปดาห์ก่อนก็สนุกมาก เราให้คนในพื้นที่เข้ามาร่วมในเฟรมและจับภาพรีแอคชั่นจริงๆ ของพวกเขาบนถนน มันยอดเยี่ยมมากที่ได้เห็นเขาทักทายและมีปฏิสัมพันธ์กับแฟนๆ แบบใกล้ชิด

ในมุมของการใช้ชีวิต นอกเหนือจากการทำเพลง มีกิจกรรมอะไรที่คุณชอบทำเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองบ้าง? 

Will Hyde: ช่วงนี้ผมกลับมาอ่านหนังสือเยอะขึ้น โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาและความสัมพันธ์ อย่างเรื่อง How to Win Friends and Influence People นอกนั้นก็มีการไปยิม เล่นวอลเลย์บอล และพบปะเพื่อนฝูงครับ สำหรับแรงบันดาลใจ ส่วนใหญ่มาจากการได้พบปะผู้คนใหม่ๆ เพื่อฟังเรื่องราวของพวกเขา รวมถึงการดูหนังและไปดูดนตรีสด อย่างเพลง ‘Kiss Me Before You Go’ ที่พูดถึงการจากลา ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเศร้าเรื่องหนึ่งที่ทำเอาผมเกือบร้องไห้เลยครับ อ้อ ผมชอบไปอควาเรียมด้วยนะ ผมชอบดูเสือด้วย สามารถนั่งดูมันได้ทั้งวันเลยครับ เป็นการผ่อนคลายที่ดีมากๆ

ทราบมาว่าคุณได้เรียนรู้คำศัพท์และสแลงภาษาไทยไปพอสมควร มีคำไหนที่คุณชอบใช้เป็นพิเศษไหม? 

Will Hyde: เยอะมากครับ! ที่ชอบใช้ตอนนี้ก็มีคำว่า ‘เฟี้ยว’, ‘ดิวะ’, และ ‘จิ๊กโก๋วัยรุ่น’ โดยเฉพาะเวลาได้ตะโกนคำเหล่านี้ใส่ไมค์บนเวทีมันสนุกมาก คำที่ผมพูดมาตลอดคือ ‘ขอให้ถูกหวยครับ’ อันนี้เป็นคำเบสิกที่ต้องใช้เลย นอกจากนี้ผมยังชอบถามแฟนๆ ว่า ‘MBTI อะไรครับ’ เพราะเรื่องนี้เป็นที่นิยมมากที่เกาหลี ผมเลยจำประโยคนี้มาใช้ที่นี่ด้วย ผมประทับใจคนไทยที่มาดูโชว์มากๆ พวกเขาเปิดรับเพลงภาษาอังกฤษอย่างอบอุ่น และที่แปลกใหม่สำหรับผมคือวัฒนธรรมการปรบมือระหว่างเพลงเพื่อให้เกียรติศิลปิน ซึ่งมันเป็นโมเมนต์ที่น่ารักมากๆ ครับ

ติดตามอ่านเนื้อหาจาก Men’s Folio Thailand เพิ่มเติมได้ที่ mensfoliothailand.com และติดตามความเคลื่อนไหวอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย @mensfolioth

More from this stream

Recomended

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เผยโฉม ‘Light of Bangkok Afternoon Tea’ ร่วมกับ Parfums Dusita

เพื่อเป็นการฉลองวาระก้าวสู่ปีที่ 150 ภายใต้แคมเปญ...

เจาะลึก HYROX การแข่งขันไฮบริดระดับโลก พร้อมสร้างสถิติใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ กรุงเทพฯ

HYROX คืออะไร คำถามที่สายออกกำลังกายและเหล่านักสปอร์ตไลฟ์สไตล์กำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับ...

Aesop ตีความสูตรคลาสสิกสู่ Antithesis Intense Body Cleanser สัมผัสใหม่ในการกรูมมิ่ง

Aesop ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลตัวเองของผู้ชายยุคใหม่ ด้วยการต้อนรับ...