“อัศจรรย์วันทอง” หนังไทยฟอร์มยักษ์ 2569 “อิ้งค์-หมาก-กลัฟ” ตำนานรักบทใหม่ของผู้หญิงที่ชื่อ ‘วันทอง’
เตรียมเปิดประตูก้าวสู่ตำนานรักบทใหม่ของ ”วันทอง” ผู้หญิงที่ครั้งนี้จะไม่ยอมถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคน “สองใจ” อีกต่อไป กับภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์แห่งปี 2569 “อัศจรรย์วันทอง” จากค่าย Black Dragon Entertainment ได้ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาให้ชม ผ่านฝีมือและมุมมองของผู้กำกับ “ลอง ลีฟ เลิฟว์!” มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ และโปรดิวเซอร์ จูเลี่ยน จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แบล็ค ดรากอน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Parasite, Snowpiercer, The Admiral: Roaring Currents และ The Host
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา “นางวันทอง” ถูกจารึกไว้ในวรรณคดีไทยในฐานะสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางการเลือกของบุรุษ ถูกตัดสินด้วยกรอบศีลธรรมของสังคม และจบลงด้วยชะตากรรมอันโหดร้ายโดยแทบไม่มีสิทธิ์ออกเสียงให้กับตัวเอง โดย “อัศจรรย์วันทอง” ในครั้งนี้ ได้เลือกหยิบยกเรื่องเล่าที่ผู้คนคุ้นเคยนี้ขึ้นมาตั้งคำถามใหม่ ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนตำนาน แต่เพื่อชวนมองมันผ่านสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีโอกาสเลือก เรียกได้ว่าภาพยนตร์ไม่ได้พยายามลบภาพจำของวันทองในอดีต หากแต่ใช้การตีความร่วมสมัยเพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวละครได้ทบทวนชีวิตของตนเองอีกครั้ง วันทองใน “อัศจรรย์วันทอง” จึงไม่ใช่เพียงหญิงสาวในวังวนความรัก แต่เป็นมนุษย์ที่ต้องต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจ ความคาดหวัง และบทลงโทษที่สังคมกำหนดไว้ล่วงหน้า การเล่าเรื่องข้ามห้วงเวลา กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และตั้งคำถามว่าหากวันทองมีสิทธิ์เลือก ชะตากรรมของเธอจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่

“อัศจรรย์วันทอง” ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยข้ามห้วงเวลาของ พิมพ์มาดา หญิงสาวยุคปัจจุบัน ที่บังเอิญหลุดเข้าไปในโลกของวังวนรักอันแสนท็อกซิกของนางในวรรณคดีอย่าง “นางวันทอง” ซึ่งจุดจบถูกจารึกไว้ว่าเธอต้องรับโทษประหารจากความรักของชายสองคนอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน แต่พิมพ์มาดาตัดสินใจที่จะต่อสู้กับโชคชะตาที่เธอไม่ได้เลือกเอง ใช้ความคิดและหัวใจของตนเอง กำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ให้วันทองเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดและหลีกหนีจุดจบอันน่าเศร้าที่ประวัติศาสตร์ได้เขียนเอาไว้


ตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ “อัศจรรย์วันทอง” เผยให้เห็นการมาพบกันครั้งแรกของนักร้องสาวชื่อดังแห่งอยู่อย่าง อิ้งค์-วรันธร เปานิล รับบทเป็น “วันทอง” ประกบคู่กับ 2 พระเอกแถวหน้าของวงการอย่าง หมาก-ปริญ สุภารัตน์ รับบทเป็น “ขุนแผน” และ กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ รับบทเป็น “ขุนช้าง” เสริมทัพด้วยนักแสดงมากฝีมือ ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ รับบทเป็น “สายทอง” และ เฟย-ภัทร เอกแสงกุล รับบทเป็น “จันสอน” พร้อมเผยให้เห็นงานโพรดักชันสุดยิ่งใหญ่ที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับโลกวรรณคดีอย่างลงตัว อย่างในตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปรากฏภาพของนางวันทองที่สวมสไบของแบรนด์แฟชั่นรีไซเคิลชื่อดังอย่างแบรนด์ Pipatchara นอกจากนี้รวมถึงงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่เร้าใจตระการตา และน่าจับตามอง กับการพลิกบทบาทของนักแสดงแต่ละคนในแครักเตอร์ที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน


ในท้ายที่สุด “อัศจรรย์วันทอง” ไม่ได้เสนอคำตอบตายตัวต่อชะตากรรมของหญิงในตำนาน หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้คิดต่อ ว่าในโลกปัจจุบัน เราจะยังคงมองวันทองผ่านสายตาเดิม หรือพร้อมจะรับฟังเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากกำหนดชีวิตของตนเองเสียใหม่
และคำถามเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบใด ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอการพิสูจน์บนจอภาพยนตร์ ว่าการตีความวันทองครั้งใหม่นี้จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเรื่องเล่าคลาสสิกได้มากเพียงใด ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า “อัศจรรย์วันทอง” จะออกมาในทิศทางใด และจะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเล่าวรรณคดีไทยในรูปแบบร่วมสมัยได้หรือไม่
Cr. Photo : Blackdragon_ent

