

Louis Vuitton
นี่คือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในความสัมพันธ์ของทั้ง Pharrell Williams และ Nigo ในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นเครื่องแต่งกายในฝั่งสุภาพบุรุษได้อย่างไร้ข้อสงสัย ภายใต้ชื่อคอลเลกชั่น ‘Remember the Future’ ที่รื้อค้นเรื่องผ่านโครงสร้างชุดสตรีทแวร์ในช่วงยุคปี 2000 และงานในคลังเก็บเอกสารเก่าต่อยอดด้วยจินตนาการผ่านการสื่อสารด้วยวัสดุและลวดลายใหม่ๆ ในสไตล์แบบ Dandyism ในชิ้นงานเทเลอร์ริ่งผสานเข้ากับสตรีทสไตล์ทั้งบอมเบอร์แจ็กเกต โค้ทบาร์ก้า แจ็กเกตยีนส์ ท่อนล่านโดดเด่นด้วยกางเกงขาม้า ยีนส์ ราวกับจะสดุดีให้กับความรุ่งเรืองของสตรีทแวร์ผ่านความหรูหราในแบบฉบับของ Louis Vuitton ที่ล้อไปกับลวดลายโมโนแกรม, ลายดาร์มิเย่ร์, Damoflage, ลายดอกบ๊วยไปจนถึงการเดินด้ายตะเข็บแบบ Sashiko ที่สะท้อนและให้การคารวะงานหัตถกรรมญี่ปุ่นผ่านโทนสีสุดคลาสสิกอย่างสีน้ำเงินอินดิโก้สีน้ำตาลตัดกับโทนสีหวานพาสเทลอย่างสีชมพูจากดอกซากุระ และสีเขียว Sencha ยังไม่นับรวมการสกรีนภาพใบหน้าคู่กันระหว่าง Pharrell และ Nigo ลงบนกระเป๋าที่มอบคาแรกเตอร์เฉพาะตัว นับเป็นการผสานวัฒนธรรมจาก 2 ฝั่งโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบผ่านวิถี Workwear และ Dandyism ความหรูหราที่ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดและสวมใส่ได้จริง
Prada
ท่ามกลางโครงเหล็ก 3 ชั้นที่สื่อถึงความปลอดภัยในความเปราะบางและความตึงเครียดในธรรมชาติของมนุษย์ การสร้างสภาพแวดล้อมในแบบไนท์คลับปูลาดด้วยพรมในสไตล์ Art Nouveau แสงเงาที่เคลื่อนไหวทำให้ราวกับเหล่านายแบบกรีฑาทัพผ่านห้วงแห่งจิตใต้สำนึกที่ถูกจัดขึ้น ณ Fondazione Prada’s Deposito ทั้ง Miuccia Prada และ Raf Simons สร้างสรรค์คอลเลกชั่นนี้ขึ้นเพื่อที่จะตั้งใจสื่อสารถึงเครื่องแต่งกายที่ขับเคลื่อนจากสัญชาตญาณดิบ โดยนำเสนอผ่านเส้นแบ่งที่ถูกทำลายระหว่างความดิบและความพิถีพิถันที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้ด้วยกัน การต่อต้านความสมบูร์แบบด้วยความไม่สมบูรณ์แบบเพื่อท้าทายโลกที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI การกลับไปหาแรงบันดาลใจจากสัญชาติดิบของมนุษย์จึงอาจเป็นการสะท้อนถึงโลกที่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ผ่านชิ้นงานอย่างเสื้อผ้าปลายรุ่ย เย็บขาดวิ่นแบบอสมมาตรา เสื้อคลุมตัวหลวม เสื้อโค้ท กางเกงแบบสกินนี่ สื่อถึงเป้าหมายหลักที่ฝืนความสมบูรณ์แบบในอัลกอริทึมของเทคโนโลยีผสานเข้ากับสไตล์เวสเทิร์นสีสันสดใส ลายพิมพ์ดอกไม้ นิตแวร์ และที่ขาดไม่ได้คือขนสัตว์เทียมสัญลักษณ์ของสัตว์ป่า ที่คืนความเป็นอิสระและรากเหง้าในธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านบทสรุปที่ตอบโต้สังคมที่สอนสั่งในความสมบูรณ์แบบ และชวนให้เราตั้งคำถามถึง ‘เมื่อผู้คนต้องเผชิญกับความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยี AI, แล้วความไม่สมบูรณ์แบบนั้นกำลังบอกอะไรเรากันแน่’


VALENTINO
เมื่อ Alessandro Michele แปลงโฉมรันเวย์โชว์ Valentino คอลเลกชั่นล่าสุดให้กลายเป็นห้องน้ำสาธารณะในสไตล์ลินซ์ (Lynchian dystopian restroom) ที่อาบด้วยสีแดงสดผสานเข้าแสงแฟลชและบทเพลงประกอบอย่าง Gods & Monsters ของ Lana Del Rey ราวกับจะให้เราไปสำรวจถึงความใกล้ชิดที่ไม่เคยหยุดนิ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ แม้จะใช้รันเวย์และเซ็ตติ้งในสไตล์ที่จงใจให้ดูตลกร้าย ที่ทำให้เรารู้สึกช็อคและสนุกในคราวเดียวกัน Michele ก็ยังไม่ลืมนำสิ่งที่เรียกว่า ‘Valentino’s Heritage’
นำกลับมาใช้ได้อย่างมีชั้นเชิง ในขนาดเดียวกันก็ยังสามารถอยู่ภายใต้ลายเซ็นของ Michele ได้อย่างแนบเนียนผ่านชิ้นงานในสไตล์วินเทจทั้งลวดลายดอกไม้ ลายพิมพ์รูปแมว ลายจุด ที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของความอิสระทางทางเพศและแนวคิดเรื่อง Gende-Fluid ที่ Michele เน้นย้ำมาเสมอ โดยเฉพาะรองเท้า Vans ลายตารางขาวดำ ที่มาพร้อมกับข้อความ ‘I love my Vans’ ที่เปลี่ยนรองเท้าสตรีทแวร์ให้กลายเป็นภาพจำของ Valentino ได้ทันที นอกจากนั้น Michele ยังรวบรวมเอาหลากหลายวัสดุจากคลังเก็บเอกสารเก่าตั้งแต่ยุค ’30s – ’80s อย่างผ้าลูกไม้ผ้าซาติน ขนสัตว์ และชิ้นสิ่งของตกแต่งลูกไม้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Zegna
ณ พื้นที่จัดแสดงโชว์ที่ปูเต็มไปด้วยโค้งเว้าของเนินหญ้าและภาพแกะอันสงบเงียบ กลิ่นอาย ‘Vellus Aureum’ คือจุดศูนย์กลางของคอลเลกชั่น ภายใต้การดูแลของ Alessandro Santori ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ นำเสนอผ้าทอขนสัตว์พิเศษ ที่มีความละเอียดเพียง 9.4 ไมครอน ซึ่งเป็นผลงานจากรางวัล Wool Trophy ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1963 ราวกับจะประกาศศักดาว่าเราคือราชาแห่งสิ่งทอที่ครองบัลลังก์ตลอดมา การเดินทางของสุภาพบุรุษของ Zegna ในการตามหาความงามที่แท้จริงของสิ่งทอและมรดกตกทอดของช่างทอผ้าชั้นสูงของตระกูลถูกถ่ายทอดผ่านชิ้นงานอย่างเชิ้ตผ้าฝ้ายสวมทับซ้อนสองชั้น สเวตเตอร์ผ้าขนสัตว์คอวี กางเกงเอวสูง รองเท้าโลฟเฟอร์์และแว่นตาทรงย้อนยุคสะท้อนสไตล์ของความเรียบง่ายและท่าทีของร็อกสตาร์ในยุคคลาสสิกไว้ด้วยกัน โดยยังยืดหยัดในแนวทาง ‘Quiet Luxury’ ด้วยงานหัตถกรรมและวัสดุสุดล้ำค่าอันทรงพลัง แต่สัมผัสได้ถึงคุณภาพที่แท้จริง ด้วยการเลือกใช้นายแบบหลากหลายวัยตั้งแต่ Gen-Z ไปจนถึง รุ่น Baby Boomers โดยเฉพาะ John Turturro ซึ่งตอกย้ำว่าเสื้อผ้าสามารถเป็นมรดกที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง


Dolce & Gabbana
ท่ามกลางแสงแฟลชยามค่ำคืน Dolce & Gabbana ปลุกประกายชีวิตให้กลับมาเจิดจรัสอีกครั้งด้วยรันเวย์โชว์ที่เต็มไปด้วยปาปารัสซี่ และห้วงจังหวะความวุ่นวายของวัฒนธรรมแห่งความหรูหราและกลิ่นอายแบบ Cinematic Drama ที่ทั้งให้อารมณ์แบบความดิบเถื่อน ร้อนแรง ในโลกที่กล้องพร้อมจะถ่าพภาพได้ทุกเมื่อ ‘เสื้อผ้า’ จึงต้องพร้อมเสมอเช่นกันที่จะมีแรงปะทะทางสายตา ทั้งหมดนั้นจึงพาเราย้อนกลับไปชื่นชมความงดงามและรากเหง้าของ Dolce Vita ในยุค ‘60s ความหล่อเหลาในอุดมคติ ความอ่อนละมุนของขนสัตว์ (แน่นอนว่าเป็น Faux) และโครงสร้างที่ถูกขับด้วยความมั่นใจจากภายในผ่านชิ้นงานอย่างชุดสูทซาตินสีเทาชาร์โคลจับคู่กับเชิ้ตโปร่งสีควันบุหรี่ โค้ทขนสัตว์เทียมลายเสือที่โอบล้อมกางเกงยีนส์ขาดวิ่นนับเป็นการจับคู่กันของสไตล์คนเมืองและความฝันในแบบที่คนดังต้องการ นั่นจึงเป็นคำถามที่ว่าความเรียบง่ายที่หลายแบรนด์กำลังถามหา แต่ความอลังการนั้นเล่า มันหายไปไหน? แรงขับเคลื่อนของผู้ชาย Dolce & Gabbana
ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสวมบทนักแสดงในภาพยนตร์ Film Noir ซูเปอร์สตาร์แห่งยุคเรโทร โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของความเก่า แต่เป็นการจับคู่กันที่เฉียบคมและดึงดูดสายตาได้เสมอ
Hermès
ในความโกลาหลอลหม่านของวงการแฟชั่น Véronique Nichanian พาสุภาพบุรุษจาก Hermès ลอยตัวอยู่ในความสงบเหนือความวุ่นวายทั้งปวง
ณ Palais d’léna กรุงปารีส ก่อกำเนิดสุนทรียะแห่งการสำรวจในห้วงการเดินทางผ่านเครื่องแต่งกายที่อบอุ่น มั่นคง และสง่างามผ่านรายละเอียดเล็กน้อยอย่างการตัดเย็บแบบดั้งเดิมกับนวัตกรรมใหม่อย่างเฉียบคม อย่างการผสานวัสดุอันล้ำค่าอย่างหนังกลับ เชิ้ตหนังกวาง แจ็กเกตหนังลูกวัว พร้อมกับตกแต่งซิปเงินแวววาว ที่เน้นย้ำว่าความหรูหราที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงดัง เชิ้ตเรียบง่ายถูกนำมาจับคู่กับกางเกงพับปลายขาแบบสองชั้น ชุดสูทกระดุมสองแถวที่ตั้งคำถามเรื่องเครื่องแบบสำหรับผู้ชายและตอบคำเรื่องเรื่องการคืนความสุขในการสวมใส่ แน่นอนว่ารากฐานประวัติศาสตร์คือแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรังสรรค์คอลเลกชั่นและการมองไปยังอนาคตก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ระหว่าง Véronique และ Hermès จึงกลายเป็นบทสนทนาของความสงบและพลัง เรื่องราวในอดีตและนวัตกรรม ความอบอุ่นของบ้านและแสงแฟลช สุภาพบุรุษชาวเมืองที่สวมทุกอย่างด้วยความมั่นใจก้าวย่างอยู่ใน ‘บ้าน’ เสื้อผ้าที่ไม่มีประกายเย้ายวนสายตาแต่ให้ความรู้สึกพร้อมรับกับสิ่งที่เข้ามาอยู่เสมอ


Saint Laurent
หลังจากหยุดพักการแสดงโชว์ไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ครั้งนี้ Anthony Vaccarello กลับมาตอกย้ำรากเหง้าของ Saint Laurent ด้วยการนำเสนอ สัญลักษณ์ถึง ‘ระดับมารยาทชั้นสูง’ แต่แฝงได้ด้วย ‘สัญชาตญาณดิบแห่งความเย้ายวน’ ผลที่ได้คือความสมดุลแห่งเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ ที่ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดทางเพศและห้วงอารมณ์ ผ่านชิ้นงานโครงสร้างของแจ็กเกตและเสื้อคลุมไหล่กว้างและขนาดใหญ่เกินจริง คัทติ้งที่คมกริบระดับเทเลอร์ริ่ง การตัดเย็บสุดพิถีพิถันสร้างสัดส่วนสามเหลี่ยมหัวคว่ำที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังในวัสดุที่ดีที่สุดอย่างผ้าขนสัตว์ Virgin Wool แคชเมียร์ ผ้าไหม หนังลูกวัวและขนสัตว์ ที่บ่งบอกถึงช่างฝีมือชั้นสูงของเมซง สิ่งที่โดดเด่นมิอาจละสายตาได้คงจะหนีไม่พ้นรองเท้าหนัง Wader สูงถึงต้นขาที่กลายเป็นสัญลักษณ์ถึงพันธนาการของชาติบุรุษ ความหรูหราในแบบเร้นลับ เล่นกับอารมณ์ ‘Luxury with Edge’ ที่ Saint Laurent นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องยังคงอยู่ครบแต่คราวนี้ลึกกว่าที่เคยและมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทั้งหมดเป็นการเน้นย้ำถึงความคลาสสิกไม่ใช่แค่การไปจมยึดติดแต่กับอดีต แต่เป็นเรื่องของการจัดวางโครงสร้างที่สัมพันธ์ไปกับอารมณ์ในเรื่องราวสมัยใหม่ได้ระหว่างแสงและเงา ความละเอียดละไมและความเย้ายวน ความแข็งแกร่ง และ ความพลิ้วไหว ทั้งหมดปรากฏอยู่ในฉากหลังแชนเดอเลียทองแดงขนาดยักษ์สร้างบรรยากาศพิธีกรรมลึกลับที่ชวนให้คุณลุ่มหลงไปในโลกแห่งแฟชั่น

