บางครั้ง เพลงเพียงเพลงเดียวก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของใครบางคน—และ “drivers license” คือบทพิสูจน์นั้นอย่างชัดเจน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2021 โลกได้รู้จักชื่อของ Olivia Rodrigo อย่างเป็นทางการ ผ่านซิงเกิลเดบิวต์ที่เธอปล่อยออกมาในวัยเพียง 17 ปี เพลงบัลลาดช้า ๆ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์เปราะบาง ความเจ็บปวดจากรักครั้งแรก และการเติบโตที่ไม่อาจย้อนกลับ กลายเป็นเพลงที่ผู้ฟังทั่วโลกหยุดฟัง
“drivers license” ไม่ได้เป็นแค่เพลงเปิดตัวของศิลปินหน้าใหม่ แต่เป็นเพลงที่พา Olivia Rodrigo พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 บน Billboard Hot 100 อย่างรวดเร็ว ครองตำแหน่งยาวนานถึง 8 สัปดาห์ และขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงอีกมากมายทั่วโลก นับเป็นปรากฏการณ์ทางดนตรีที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในทศวรรษ ตลอดระยะเวลา 5 ปี เพลงนี้กวาดยอดสตรีมรวมทั่วโลกมากกว่า 4,700 ล้านครั้ง ได้รับการรับรองยอดขายระดับ 6x Platinum จาก RIAA และยังติดอันดับเพลงที่มีผู้ฟังมากที่สุดตลอดกาลบนแพลตฟอร์มอย่าง Apple Music และ Spotify ขณะที่นิตยสาร Rolling Stone ยกให้ “drivers license” ติด Top 20 เพลงจากศิลปินหญิงที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษอีกด้วย
ความสำเร็จของเพลงนี้ยังส่งต่อไปถึงอัลบั้มเต็มชุดแรก SOUR ที่ทำให้ Olivia Rodrigo คว้ารางวัลแกรมมีในปี 2022 ทั้งสาขา Best Pop Solo Performance, Best Pop Vocal Album และรางวัลใหญ่ Best New Artist กลายเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่แจ้งเกิดได้อย่างสง่างามและทรงพลังที่สุดในยุคนี้
และในวาระครบรอบ 5 ปีของ “drivers license” เรื่องราวของเพลงนี้ก็ยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น
Olivia Rodrigo เลือกเฉลิมฉลองความสำเร็จด้วยการชวนศิลปินระดับตำนานอย่าง David Byrne นักร้อง นักแต่งเพลงยุค 70s และหนึ่งในผู้ก่อตั้งวง Talking Heads มาร่วมถ่ายทอด “drivers license” ในเวอร์ชั่นคัฟเวอร์ที่ตีความใหม่ผ่านมุมมองของศิลปินต่างเจเนอเรชัน

โดยเวอร์ชั่นนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความเคารพต่อบทเพลงต้นฉบับ แต่ยังสะท้อนให้เห็นพลังของดนตรีที่สามารถข้ามผ่านกาลเวลา อายุ และแนวเพลง เชื่อมโยงคนฟังจากหลากหลายยุคสมัยให้กลับมารู้สึกกับความเจ็บปวด ความทรงจำ และการเติบโตแบบเดียวกันได้อีกครั้ง
เพลงคัฟเวอร์จาก David Byrne ยังถือเป็นผลงานชิ้นแรกจากโปรเจกต์พิเศษ คัฟเวอร์เพลงจากอัลบั้ม SOUR ที่ Olivia Rodrigo เตรียมปล่อยออกมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปีของอัลบั้มเดบิวต์ชุดนี้อย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าจะห้าปีผ่านไป “drivers license” อาจไม่ใช่แค่เพลงรักเศร้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวัฒนธรรมป็อปร่วมสมัย เพลงที่บันทึกช่วงเวลาการเติบโตของศิลปิน และความทรงจำของผู้ฟังไว้พร้อมกันอย่างงดงาม



